แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังแอ็คชั่น แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังแอ็คชั่น แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

รีวิวหนัง Hope (2026) โฮป

 


            Hope (2026) โฮป เป็นภาพยนตร์แอ็กชันไซไฟระทึกขวัญมหากาพย์ของเกาหลีใต้ที่เขียนบท กำกับ และร่วมผลิตโดย Na Hong-jin นำแสดงโดย Hwang Jung-min, Zo In-sung, Hoyeon, Taylor Russell, Cameron Britton, Alicia Vikander และ Michael Fassbender

           โดยได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกในสายการประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์คานส์ 2026 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ และได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์โดย Plus M Entertainment ในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม

           เรื่องราวของ โก บุม-ซอก หัวหน้าตำรวจของ โฮป ฮาร์เบอร์ หมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้เขตปลอดทหารเกาหลี และ โคซองกี ญาติของเขา ที่ต้องมาสืบหาต้นตอรอยแผลของเหยื่อ ซึ่งพวกเขาคิดว่าเป็นฝีมือของเสือ แต่เมื่อพวกเขาสืบลึกเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องตกใจ เมื่อสิ่งที่พวกเขาเผชิญหน้าไม่ใช่เสือ แต่เป็นเอเลี่ยนขนาดมหึมา พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันกำจัดเอเลี่ยนให้ได้ก่อนที่จะมีคนตายเพิ่มขึ้น

           เปิดเรื่องฉายถึงเหยื่อที่ถูกบางอย่างฆ่าตาย โดยเป็นรอยแผลที่แปลกประหลาด จนทำให้ต้องแยกทางกันสืบสวน โดยจะฉายสลับกันระหว่างกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปสืบในป่า ส่วนอีกตัวละครต้องเข้าไปสืบตามหมู่บ้าน ซึ่งในระหว่างนั้นก็ค่อย ๆ ฉายถึงเหยื่อที่ตายแบบแปลกประหลาดและเกิดเหตุบางอย่างขึ้น แต่หนังพยายามไม่ฉายให้เห็นว่าคือตัวอะไร ซึ่งก็ชวนลุ้นและติดตามไปกับตัวละครด้วย แต่กว่าจะเปิดเผยถึงสัตว์ประหลาดที่เป็นต้นเหตุของเรื่องก็ค่อนข้างนานมาก แต่สถานที่ในเรื่องก็ทำได้น่าสนใจเข้ากับบรรยากาศดี ซึ่งฉากเปิดตัวเอเลี่ยนก็ทำได้น่าสนใจ โดยเอเลี่ยนไม่ได้มีแค่ตัวเดียว มีหลายตัว และแต่ละตัวก็มาในรูปแบบที่แตกต่างกัน แถมบางตัวพูดได้ด้วย ซึ่งดูแล้วกลับรู้สึกสงสารเอเลี่ยนมากกว่า โดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่อง แต่หลังจากที่เอเลี่ยนปรากฎตัวหนังกลับไม่มีอะไรให้น่าติดตามมากนัก เพราะเน้นไปที่มนุษย์ไล่กำจัดเอเลี่ยนและเอเลี่ยนไล่ล่ามนุษย์ทั้งเรื่อง และก็เดาเรื่องได้ไม่ยาก บางจุดก็ไม่สมเหตุสมผลเลย จึงดูแล้วไม่ค่อยชวนลุ้นเท่าไหร่ ตัวละครบางตัวดูแล้วก็น่ารำคาญ ซึ่งหนังพยายามใส่ความตลกเข้ามา แต่กลับดูแล้วไม่ตลกเลย โดยดูจนจบก็ไม่ได้เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับเอเลี่ยนมากนัก เพียงแต่เปิดเผยแค่บางจุดเกี่ยวกับเอเลี่ยน ซึ่งได้จบทิ้งท้ายไปภาคต่อ

คะแนนส่วนตัว 4.5/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Forged Films รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันอังคารที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569

รีวิวหนัง They Will Kill You (2026) พวกมันจะฆ่าแก

 


           They Will Kill You (2026) พวกมันจะฆ่าแก เป็นภาพยนตร์สยองขวัญคอมเมดี้แอ็กชันอเมริกันที่กำกับโดย Kirill Sokolov จากบทภาพยนตร์ที่เขียนร่วมกับ Alex Litvak นำแสดงโดย Zazie Beetz, Myha'la, Paterson Joseph, Tom Felton, Heather Graham และ Patricia Arquette ถูกจัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาโดย Warner Bros. Pictures เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2026

           อาคารเวอร์จิลมีอายุ 100 ปี โดยมีคนรวยและชนชั้นสูงอาศัยอยู่ ซึ่งพวกเขามีชีวิตเป็นอมตะ เพื่อแลกกับวิญญาณคนตาย

           เรื่องราวของ เอเชีย รีฟส์ ที่สมัครเป็นแม่บ้านคนใหม่ของเดอะเวอร์จิลในนิวยอร์ก ซิตี้ แต่แท้จริงแล้วเธอต้องการมาตามหา มาเรีย น้องสาวที่แยกจากกันหลังจากเธอถูกจับเข้าคุก โดยที่นั่นมี ลิลิธ วู้ดเฮาส์ เป็นผู้ดูแล ซึ่งเมื่อเธอมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นานก็ถูกตามไล่ล่าจากคนที่นั่นโดยต้องการจับเป็นเธอ เพื่อนำไปบูชาซาตาน

           เปิดเรื่องฉายถึงตัวละครหลักที่หนีการทำร้ายจากพ่อและได้มีเหตุให้ถูกจับเข้าคุก จากนั้นก็ตัดมาในช่วงสิบปีต่อมา ฉายถึงตัวละครหลักที่มาทำงานยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งหลังจากนั้นจะเน้นฉายสถานที่นี้เป็นหลัก โดยเมื่อมาถึงก็มีการอธิบายสถานที่และสิ่งต่าง ๆ คร่าว ๆ พร้อมกับค่อย ๆ ฉายถึงบางอย่างแปลก ๆ ในห้องก่อนที่จะมีใครบางคนแอบดูอยู่ ซึ่งหลังจากนั้นหนังก็ได้ใส่ฉากแอคชั่นของตัวละครหลักทันที ซึ่งก็ชวนลุ้นเอาใจช่วยตัวละครตลอด พร้อมกับใส่ความตลกร้ายของตัวละครเข้าไปตลอดทั้งเรื่อง โดยมีฉายย้อนเรื่องราวในอดีตเป็นช่วง ๆ  ซึ่งฉากฆ่าก็ทำได้โหดเลย แต่หนังกลับได้เรดแค่สิบหกบวก จากนั้นก็ได้เปิดเผยเรื่องราว ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบูชาซาตาน เพื่อความเป็นอมตะ ซึ่งบางจุดก็ดูเว่อและออกตลกเกินไปหน่อย โดยพล็อตเรื่องและหลาย ๆ อย่างมีความคล้ายเรื่อง Ready or Not (2019) เกมพร้อมตาย กับ Ready or Not 2 Here I Come (2026) เกมพร้อมตาย 2 มาก อย่างเช่น ปัญหาความสัมพันธ์พี่น้อง มีพี่น้องเข้ามาเกี่ยวข้องและช่วยเหลือกัน การบูชาซาตาน การไล่ล่าตัวละคร ซึ่งต่างกันแค่นิดเดียว โดยตัวร้ายเรื่องนี้มีเยอะมาก แถมตายยากอีกต่างหาก แต่ตัวละครหลักก็มีฝีมือ จึงทำให้ดูแล้วลุ้นดี

คะแนนส่วนตัว 6.5

อ่านรีวิว Ready or Not (2019) เกมพร้อมตาย

อ่านรีวิว Ready or Not 2 Here I Come (2026) เกมพร้อมตาย 2

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต New Line Cinema รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3 / รูปหน้าปกที่ 4

วันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

รีวิวหนัง Jurassic World Rebirth (2025) จูราสสิค เวิลด์ กำเนิดชีวิตใหม่

 



           Jurassic World Rebirth (2025) จูราสสิค เวิลด์ กำเนิดชีวิตใหม่ เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นระทึกขวัญนิยายวิทยาศาสตร์อเมริกันที่กำกับโดย Gareth Edwards และเขียนโดย David Koepp ซึ่งภาคต่อแบบเดี่ยวของ Jurassic World Dominion (2022) เป็นภาพยนตร์ Jurassic World ลำดับที่สี่และเป็นภาคที่เจ็ดโดยรวมในแฟรนไชส์ Jurassic Park ซึ่งนำแสดงโดย Scarlett Johansson, Mahershala Ali, Jonathan Bailey, Rupert Friend, Manuel Garcia-Rulfo และ Ed Skrein

            การทำงานในภาพยนตร์เริ่มขึ้นไม่นานหลังจากการเปิดตัว Jurassic World Dominion เมื่อผู้ผลิตบริหาร Steven Spielberg ได้ขอให้ Koepp ช่วยเขาพัฒนาตอนใหม่ในซีรีส์นี้ Koepp เคยร่วมเขียนบทภาพยนตร์จูราสสิคพาร์คฉบับดั้งเดิม (1993) และเขียนภาคต่อของคือ The Lost World: จูราสสิคพาร์ค (1997) การพัฒนา Rebirth ได้มีการรายงานครั้งแรกในเดือนมกราคม 2024 Edwards ถูกจ้างเป็นผู้กำกับหนึ่งเดือนต่อมา และกระบวนการเลือกนักแสดงเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้า การถ่ายทำหลักเกิดขึ้นในประเทศไทย, มอลตา, และสหราชอาณาจักรตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน 2024

             ได้จัดแสดงรอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2025 ที่ Odeon Luxe Leicester Square ในกรุงลอนดอน และถูกปล่อยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาโดย Universal Pictures เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 

           "ยังคงเป็นหนังเพื่อความบันเทิงเหมือนภาคก่อนๆ แต่ภาคนี้จะได้เห็นไดโนเสาร์พันธุ์ผสมหน้าตาแปลกๆ มากขึ้น"

           เมื่อมีคนค้นพบว่าสามารถเอา DNA ของไดโนเสาร์ 3 ชนิดมาผลิตยารักษาโรคหัวใจได้ ทำให้มีการส่งทีมเข้าไปในเกาะแห่งหนึ่ง เพื่อเอาตัวอย่างเลือดของไดโนเสาร์ ซึ่งพวกเขาจะต้องเสี่ยงชีวิตเอาตัวรอดจากไดโนเสาร์ทั้งพันธุ์ดั้งเดิม และพันธุ์ผสมที่ไม่มีอะไรควบคุมพวกมันเลยในภารกิจครั้งนี้..!!

            เดินมาถึงภาคที่ 7 จาก Jurassic park 1-3 และมาต่อที่ Jurassic world 1-3 ซึ่งเอาจริงๆ ถ้าดูดีๆ หนังจะมีการดำเนินเรื่องที่คล้ายกัน คือเปิดตัวด้วยความว้าวของไดโนเสาร์ ก่อนที่อะไรๆ จะเริ่มฉิบหายวายป่วง ซึ่งเอาจริงๆ มันก็คือหนังที่ขายความบันเทิงเกี่ยวกับมนุษย์ที่ต้องเอาชีวิตรอดจากไดโนเสาร์บนเกาะหรือพื้นที่ปิดนั่นเอง

            นอกจากความบันเทิงเกี่ยวกับการลุ้นเอาตัวรอดของมนุษย์จากไดโนเสาร์แล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรมากมายนักซึ่งก็เหมือนๆ กันในทุกๆ ภาค โดยในภาคนี้เองก็มาสไตล์เดียวกัน แต่อาจมีสิ่งที่เพิ่มเติมขึ้นมาคือ มีไดโนเสาร์ที่ตัดต่อพันธุกรรมเพิ่มขึ้น จึงมีตัวไดโนเสาร์หน้าตาแปลกๆ มาให้ได้ดูกัน

            ภาพรวมมันจึงเป็นหนังแฟรนไชส์ ที่เป็นที่รู้จักและสามารถขายได้ด้วยตัวมันเอง ต่อให้จากนี้จะมีภาคต่ออีกก็คงเป็นที่นิยมเหมือนเดิม และจุดขายก็ไม่มีอะไรมากนอกจากมาดูคนหาทางเอาตัวรอดจากไดโนเสาร์เหมือนเดิม...

คะแนนส่วนตัว 8/10

รีวิวโดย A.L. Lucky


            เรื่องราวของ โซรา เบนเน็ตต์ อดีตเจ้าหน้าที่ลับทางทหาร ที่ถูก มาร์ติน เครบส์ ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเภสัชกรรมปาร์คเกอร์เจนิกซ์ ว่าจ้าง ให้ไปเอาดีเอ็นเอจากไดโนเสาร์สามสายพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุด เพื่อนำมาใช้ในการรักษาโรคหัวใจแบบใหม่ ซึ่งเธอได้ร่วมเดินทางกับ ดร. เฮนรี่ ลูมิส นักบรรพชีวินวิทยา เพื่อนร่วมงานของเธอ พร้อมด้วย ดันแคน คินเคด เพื่อนเก่าแก่ของเธอให้มาเป็นผู้นำการเดินทาง เลอแคลร์ก นีน่า ทหารรับจ้าง และบ็อบบี้ แอตวอเตอร์ หัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัย ซึ่งพวกเขาต้องเอาชีวิตรอดจากไดโนเสาร์หลากหลายสายพันธุ์บนเกาะแห่งนี้

            เปิดเรื่องด้วยการฉายถึงการทดลองไดโนเสาร์กลายพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรมเมื่อห้าปีก่อน ซึ่งเกิดเหตุผิดพลาดจนทำให้หลุดออกมาได้ โดยไดโนเสาร์กลายพันธุ์ที่เปิดตัวดูน่าสนใจดี ซึ่งก็ตามคาดที่มาฉายอีกทีเอาช่วงท้าย ๆ เรื่อง รวมทั้งหลาย ๆ อย่างที่เดาเรื่องได้ไม่ยาก จากนั้นก็ตัดมาในช่วงเจ็ดปีต่อมาซึ่งสภาพอากาศของโลกไม่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของไดโนเสาร์ ทำให้ต้องไปอาศัยอยู่ในบริเวณรอบเส้นศูนย์สูตร ซึ่งมีภูมิอากาศคล้ายกับยุคมีโซโซอิกและเป็นสถานที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นเขตห้ามเดินทาง โดยได้ฉายถึงตัวละครหลักก่อนที่จะมีเหตุให้เดินทางไปยังเกาะไดโนเสาร์ ซึ่งตัวละครได้เปลี่ยนใหม่หมดไม่เกี่ยวข้องกับภาคก่อน แต่บางจุด รวมทั้งดนตรียังคงมาในแนวภาคก่อน ๆ จากนั้นก็ฉายถึงตัวละครอื่น ๆ เพิ่มเติมที่ต้องร่วมเดินทางด้วย โดยในช่วงเดินทางค่อนข้างน่าเบื่อไปบ้าง จากนั้นก็ได้ฉายถึงตัวละครครอบครัวหนึ่งที่ได้มีส่วนสำคัญในการร่วมเดินทางและเอาชีวิตรอดจากไดโนเสาร์ด้วย หลังจากนั้นก็ค่อย ๆ เปิดตัวไดโนเสาร์ต่าง ๆ ซึ่งบางตัวก็คุ้นเคยดี แต่บางตัวก็ดูแปลกใหม่เหมือนเป็นการกลายพันธุ์ดัดแปลงพันธุกรรม แต่น่าเสียดายที่ไดโนเสาร์ออกน้อยไปหน่อย ทั้ง ๆ ที่อยู่บนเกาะไดโนเสาร์ น่าจะจัดไดโนเสาร์ให้เยอะกว่านี้และดีเอ็นเอไดโนเสาร์ที่ต้องการบางตัวได้มาง่ายเกินไป เนื่องจากเป็นไดโนเสาร์กินพืช จึงไม่มีอุปสรรคอะไรมากนัก น่าจะให้มีอุปสรรคที่ยากกว่านี้ แต่ก็ได้มาเน้นอุปสรรคกับการเอาชีวิตรอดออกจากเกาะแทน แต่ถือว่าทำได้ลุ้นดี ถึงแม้จะรู้ว่าตัวละครบางคนน่าจะรอด ซึ่งระหว่างนี้ก็มีฉากตลก ๆ ของตัวละครและฉากน่ารักของไดโนเสาร์สอดแทรกบ้าง ถึงแม้ไดโนเสาร์บางตัวจะดูเชื่องไม่สมเหตุสมผลไปหน่อย ซึ่งตอนจบก็ตัดจบง่าย ๆ และทิ้งท้ายเหมือนมีต่อ

คะแนนส่วนตัว 6/10

รีวิวโดย 刘心爱

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก The Kennedy/Marshall Company รูปหน้าปกที่ 1

ขอบคุณภาพจาก Universal Pictures รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

รีวิวหนัง M3GAN 2.0 (2025) เมแกน 2.0

 


            M3GAN 2.0 (2025) เมแกน 2.0 เป็นภาพยนตร์ไซไฟแอ็คชั่นอเมริกันที่เขียนและกำกับโดย Gerard Johnstone จากเรื่องราวของ Johnstone และ Akela Cooper ซึ่งเป็นภาคต่อของ M3GAN (2022) นำแสดงโดย Allison Williams, Violet McGraw, Ivanna Sakhno และ Jemaine Clement โดยมี Amie Donald แสดงเป็น M3GAN ในทางกายภาพ ขณะที่ Jenna Davis ให้เสียงตัวละคร Jason Blum และ James Wan กลับมาทำงานเป็นโปรดิวเซอร์อีกครั้งภายใต้บริษัทผลิตของพวกเขา Blumhouse Productions และ Atomic Monster

           M3GAN 2.0 ได้เปิดตัวที่นิวยอร์กเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2025 และมีกำหนดจะเผยแพร่ในอเมริกาเหนือโดย Universal Pictures ในวันที่ 27 มิถุนายน

           "การกลับมาของหุ่นจอมโหดสุดสยอง เป็นฮีโร่สาวปากแซ่บที่ต้องปะทะกับวายร้ายตัวใหม่เพื่อช่วยโลก"

           เรื่องราวหลังจากเหตุการณ์ภาคแรก เมแกน (เอมี โดนัลด์)​ ก็กลับมาเป็นเอไอที่ไร้ตัวตนที่รอคอยเวลาที่จะได้มีร่างอีกครั้ง ในเวลาเดียวกันก็มีเอมิเลีย (อิวานนา ซัคห์โน)​ หุ่นยนต์ตัวใหม่ซึ่งถูกสร้างขึ้นมา เพื่อปฏิบัติการทางทหารที่โหดกว่าเมแกน และไม่สามารถควบคุมได้ เอมิเลียจึงไล่ฆ่าผู้คนไปทั่ว ทำให้เจมม่า (แอลลิสัน วิลเลียมส์)​ ต้องสร้างร่างให้เมแกน เพื่อกลับมาจัดการกับเอมิเลีย...

            นี่เป็นภาคต่อของหนังสยองขวัญ แต่ในภาคต่อนี้ มันเป็นหนังแนวแอ็คชั่น/ไซไฟ ที่ดูสนุกไปอีกแบบ เพราะคราวนี้จะเป็นการต่อสู้กันของอดีตวายร้ายกับหุ่นตัวใหม่ ซึ่งมันก็มีความคล้าย Terminator เหมือนกัน แถมมันจะเป็นภัยระดับประเทศอีกด้วยยิ่งคล้ายกัน ถ้าไปดูจะเข้าใจในข้อนี้

           มาว่ากันที่การเล่าเรื่อง ความน่าสนใจ เนื่องด้วยการเปลี่ยนแนวทางของหนังจากสยองขวัญมาเป็น แอ็คชั่น/ไซไฟ ซึ่งก็ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่มาก เพราะความคาดหวังของคนดูที่อยากเห็นฉากตื่นเต้นลุ้นระทึกในหนังเรื่องนี้ต้องกลายเป็นอีกแนว ซึ่งก็ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแนวทางนี้ก็ถือว่าทำออกมาดีใช้ได้เลยในแง่ของความบันเทิง หนังเข้าใจใส่บุคลิกของเมแกนให้ดูมีความแซ่บขึ้น เหมือนเด็กวัยรุ่นที่โตขึ้นและกล้าแสดงออกในหมู่เพื่อนสาว มีความรักพวกพ้อง และเข้าใจโลกมากขึ้น แถมยังใส่มุกตลกให้คนดูฮาเป็นระยะ ซึ่งที่ว่ามานี้ถือเป็นจุดโดดเด่นที่จะเข้ามาทดแทนความสยองขวัญ ตื่นเต้นลุ้นระทึกที่หายไป

            ในภาพรวมมันจึงเป็นหนังภาคต่อที่มาพร้อมความบันเทิงที่ดูทันสมัยเอาใจวัยรุ่น กับมุกและคำพูดแนวเพื่อนสาว ที่เรียกเสียงฮา ประกอบกับแอ็คชั่น/ไซไฟ ที่เป็นภารกิจระดับประเทศที่น่าจะถูกใจคนดูกลุ่มทั่วไปที่ไม่ต้องเข้ามากลัวความสยองของเมแกนเหมือนภาคก่อน...

คะแนนส่วนตัว 7/10

รีวิวโดย A.L. Lucky


          เรื่องราวของ เจมม่า ผู้ต้องสงสัยข้อหากบฏและลักลอบค้าอาวุธระหว่างประเทศ ที่ต้องจำใจสร้างร่างของ เมแกน ขึ้นมาใหม่ ตามคำแนะนำของเมแกน เพื่อหยุด อามีเรีย อาวุธทางทหารที่ถูกผู้รับเหมาสร้างขึ้น ซึ่งตอบโจทย์การทำสงครามการใช้โดรน โดยตอนนี้ผู้ที่สร้างถูกฆ่าทั้งหมด

            เปิดเรื่องพูดถึงเครื่องจักรทางทหารก่อนที่จะฉายถึงและแสดงฝีมือให้เห็น ซึ่งภาคนี้มาในแนวคนละแบบกับภาคแรกเล็กน้อย คือจะออกไปทางแอคชั่นไซไฟตามแนวหนังของภาคนี้ รวมทั้งจะเน้นไปที่การเมืองการทหาร จากนั้นก็ตัดเข้าเรื่องฉายถึงตัวละครหลักที่มีเล่าเรื่องราวในภาคแรกเกี่ยวกับเมแกนคร่าว ๆ ซึ่งภาคนี้ค่อนข้างเน้นไปทางเอไอ ซึ่งอัจฉริยะและไฮเทคมาก โดยจุดนี้คล้าย ๆ เรื่อง Afraid (2024) เอไอ สั่งสยอง แต่เหนือกว่าอีก และมีเครื่องจักรอีกตัวมาเพิ่ม ซึ่งเป็นเหมือนตัวร้าย แต่ดำเนินเรื่องค่อนข้างน่าเบื่อไปหน่อย ฉากพูดคุยกันค่อน้างเยอะ โดยหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ฉายถึงบางอย่างแปลก ๆ ก่อนที่จะมีเหตุให้สร้างเมแกนขึ้นมา ซึ่งร่างใหม่น่ารักดี โดยจะค่อย ๆ ฉายอามีเรียที่ลงมือฆ่าคน จนทำให้ตัวละครต้องเปลี่ยนร่างมาเป็นเหมือนเดิม แต่ถูกอัพเกรดให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้สู้กับอามีเรียได้ ซึ่งก็ยังคงมาดเท่กวน ๆ เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความน่ารักขึ้น โดยช่วงท้ายต้องช่วยเด็กจากอามีเรีย ซึ่งก็มีหักมุมบ้าง

อ่านรีวิว Afraid (2024) เอไอ สั่งสยอง

คะแนนส่วนตัว 5.5/10

รีวิวโดย 刘心爱 

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก Blumhouse Productions รูปหน้าปกที่ 1 

ขอบคุณภาพจาก Atomic Monster รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

ขอบคุณภาพจาก Universal Pictures รูปหน้าปกที่ 4

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567

รีวิวหนัง Venom The Last Dance (2024) เวน่อม มหาศึกอสูรอหังการ

 



           Venom The Last Dance (2024) เวน่อม มหาศึกอสูรอหังการ เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อเมริกันที่มีตัวละคร Marvel Comics Venom ภาคต่อของ Venom: Let There Be Carnage (2021) ภาพยนตร์เรื่องที่ห้าใน Spider-Man Universe (SSU) ของ Sony และเป็นภาคที่สามและภาคสุดท้ายของไตรภาค Venom เขียนบทและกํากับโดย Kelly Marcel นำแสดงโดย Tom Hardy ร่วมกับ Chiwetel Ejiofor, Juno Temple, Rhys Ifans, Peggy Lu, Alanna Ubach และ Stephen Graham 

            Hardy เปิดเผยในเดือนสิงหาคม 2018 ว่าเขาเซ็นสัญญาให้ปรากฏตัวในภาพยนตร์ Venom เรื่องที่สามและเรื่องสุดท้าย และ Sony Pictures เริ่มพัฒนาภายในเดือนธันวาคม 2021 หลังจากภาพยนตร์เรื่องที่สองออกฉาย Marcel และ Hardy กําลังเขียนบทภายในเดือนมิถุนายน 2022 และ Marcel ถูกกําหนดให้เปิดตัวในฐานะผู้กํากับภาพยนตร์เรื่องนี้ในเดือนตุลาคมนั้น นักแสดงใหม่ รวมถึง Ejiofor และ Temple เข้าร่วมในช่วงกลางปี 2023 และเริ่มถ่ายทําเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2023 ในสเปน การผลิตหยุดชะงักในเดือนถัดไปเนื่องจากการนัดหยุดงานของ SAG-AFTRA ปี 2023 ซึ่งกลับมาดําเนินการอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนนั้นหลังจากการนัดหยุดงานสิ้นสุดลง และแล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2024 ชื่อเรื่องถูกเปิดเผยในอีกหนึ่งเดือนต่อมา

           Venom: The Last Dance ฉายรอบปฐมทัศน์ที่โรงละคร Regal Times Square ในนิวยอร์กซิตี้เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2024 และมีกําหนดเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 25 ตุลาคม 2024

"ปิดฉาก วายร้ายฮีโร่ ด้วยการพาทั้งคู่ไปผจญภัย ทำให้ได้เห็น ความผูกพัน และมิตรภาพของคู่หูคนกับเอเลี่ยน และศึกสุดท้ายเพื่อช่วยโลก ก่อนทิ้งปมไว้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครจะมารับช่วงต่อ"

              เรื่องราวหลังจากที่เวนอม และเอ็ดดี้ (ทอม ฮาร์ดี้) ได้ร่วมมือกันจัดการวายร้ายใน 2 ภาคแรก การกลับมาในภาคที่ 3 นี้ เขาจะต้องรับมือกับวายร้ายตัวใหม่ระดับเทพเจ้าที่มีนามว่า นูล ซึ่งถูกกักขังอยู่ ณ ดวงดาวแห่งหนึ่ง ซึ่งนูลต้องการเป็นอิสระแต่ต้องใช้อะไรบางอย่างที่เวนอม และเอ็ดดี้มี พวกมันจึงส่งสมุนอย่าง ปรสิตซิมไบโอต มาเพื่อจะนำตัวเวนอม และเอ็ดดี้กลับไป เพื่อจะได้เป็นอิสระ และมาทำลายดาวต่างๆ...! 

             นี่ว่ากันว่าเป็นภาคสุดท้ายของฮีโร่วายร้ายอย่างเวนอม โดยทั้งคู่เวนอม และเอ็ดดี้เหมือนเป็นคู่หูที่ต้องคอยเพิ่งพากันซะมากกว่า ซึ่งในภาคแรกๆ อาจดูเหมือนไม่ค่อยชอบกัน แต่ในภาคสุดท้ายทั้งคู่ก็กลายมาเป็นเพื่อนที่ผูกพันกัน ร่วมเป็นร่วมตายกัน ในภาคนี้นอกจากพัฒนาการด้านความสัมพันธ์ของทั้งคู่แล้ว เราจะได้พบกับวายร้ายระดับเทพที่น่าจะมีพลังสเกลใหญ่มาก เพียงแต่ยังโดนกักขังรอวันถูกปลดปล่อย ซึ่งเวนอมฮีโร่ของเราจะต้องรับมือกับลูกสมุนของมัน ส่วนตัววายร้ายเทพจะได้มีโอกาสต่อกรกับเวนอมมั้ยต้องลุ้นกันในหนังเอาเอง

             ในภาคนี้จะนำเสนอในรูปแบบแอ็คชั่นผจญภัย โดยเวนอมและเอ็ดดี้กำลังถูกไล่ล่าจากทั้งกลุ่มมนุษย์ และเอเลี่ยนลูกสมุนของนูล ซึ่งก็เรียกได้ว่าหนังปล่อยของมากกว่า 2 ภาคแรก โดยเฉพาะช่วงท้ายช่วงไคลแมกซ์มีอะไรมานำเสมอที่แปลกใหม่นิดหน่อยอยู่เหมือนกัน

             ภาพรวมจึงเป็นหนังฮีโร่ที่ขายความบันเทิงแบบเต็มที่ ไม่มีกั๊ก ที่ดูสนุกเพลินๆ แม้จะไม่มีอะไรแปลกใหม่มากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นจุดจบ และจุดเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ ที่จะถูกส่งต่อให้กับหนัง Marvel เรื่องต่อไป แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะถูกส่งต่อไปให้ฮีโร่คนไหน และเวนอมจะมีบทบาทหรือไม่ในอนาคตต่อไป ต้องติดตามต่อไปในอนาคต

             หนังมีฉากระหว่าง End credit 1 ฉาก และท้าย End credit อีก 1 ฉากให้รอชมกันด้วยนะครับ

คะแนนส่วนตัว 8/10

รีวิวโดย A.L. Lucky


            เรื่องราวของ เอ็ดดี้ บร็อค และซิมไบโอตเวน่อม ที่ต้องหนีการตามล่าจากตำรวจเนื่องจากถูกสงสัยว่าได้ฆาตกรรมแพทริค มัลลิแกน แถมยังต้องหลบหนีการตามล่าจาก ซีโนฟาจ สมุนของ นอลล์ ผู้สร้างซิมไบโอต ที่ต้องการโคเด็กซ์ ซึ่งสามารถปลดปล่อยจากคุกที่ซิมไบโอตขังไว้ โดยเขาถูกบังคับให้ต้องเดินทางไปยังนิวยอร์กซิตี้

             เปิดเรื่องด้วยการฉายถึงผู้ควบคุมซิมไบโอตที่ถูกกักขัง พร้อมกับอธิบายเรื่องราวคร่าว ๆ ก่อนฉายถึงตัวละครหลักกับเวน่อมที่ต้องหลบหนีจากตำรวจเนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัยในภาคที่สอง ซึ่งดำเนินเรื่องต่อเนื่องกัน โดยมีตัวละครจากภาคก่อนร่วมบ้าง จากนั้นก็เริ่มฉายถึงซีโนฟาจที่ออกตามล่า โดยหนังจะดำเนินเรื่องเน้นไปที่ตัวละครหลักที่ต้องหลบหนีทั้งสองอย่างตลอดทั้งเรื่อง สลับกับฉายถึงกลุ่มตัวละครที่ศึกษาซิมไบโอตไปด้วย โดยช่วงที่ตัวละครหลบหนีก็จะมีฉากแอคชั่นไล่ล่าระหว่างตำรวจกับซีโนฟาจเป็นช่วง ๆ ซึ่งระหว่างนี้ก็สอดแทรกความน่ารักของตัวละครหลักและเวน่อมไปด้วย โดยมีจิกกัดเสียดสีเรื่องต่าง ๆ และมีมุกตลกสอดแทรกบ้าง แต่บางช่วงก็ค่อนข้างน่าเบื่อไปหน่อย ซึ่งภาคนี้จะมีซิมไบโอตตัวอื่น ๆ อย่างเวน่อมร่วมแจมมากขึ้น โดยจะกลายเป็นตัวดีที่ช่วยตัวละครหลักอีกแรง ส่วนตัวร้ายก็จะเป็นซีโนฟาจ ซึ่งในช่วงแรกและกลางเรื่องจะมีตัวเดียว แต่พอเข้าสู่ช่วงท้ายเรื่องจะมีมาเพิ่มขึ้น ซึ่งก็กำจัดยากมาก แต่น่าเสียดายที่ฉากแอคชั่นสู้กับตัวร้ายมาเน้นเอาช่วงท้ายเรื่อง แถมผู้สร้างซิมไบโอตก็ไม่ได้ออกมาโลกแล่นแต่อย่างใด โดยช่วงท้ายเรื่องจะเน้นดราม่าหน่อย ซึ่งก็ทำได้ซึ้งกินใจดี

คะแนนส่วนตัว 5.5/10

รีวิวโดย 刘心爱

อ่านรีวิว Venom (2018) เวน่อม

อ่านรีวิว รีวิวหนัง Venom 2 Let There Be Carnage (2021) เวน่อม 2

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก themoviedb รูปหน้าปกที่ 1 

ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Columbia Pictures รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2567

รีวิวหนัง The Crow (2024) อีกาพญายม

 


             The Crow (2024) อีกาพญายม เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อเมริกันโกธิคที่กํากับโดย Rupert Sanders จากบทภาพยนตร์โดย Zach Baylin และ William Schneider เป็นการรีบูตของซีรีส์ภาพยนตร์ The Crow เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ห้าในแฟรนไชส์ และเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองรองจากภาพยนตร์ปี 1994 ที่ดัดแปลงโดยตรงจากหนังสือการ์ตูนชุดปี 1989 ที่มีชื่อเดียวกันโดย James O'Barr นําแสดงโดย Bill Skarsgård ในบท Eric

             ภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าสู่การพัฒนาในเดือนธันวาคม 2008 โดย Stephen Norrington ระบุว่าเขาจะเขียนบทและกํากับ "การประดิษฐ์ใหม่" ของ The Crow เข้าสู่กระบวนการผลิตที่ซับซ้อนโดยมีผู้กํากับ ผู้เขียนบท และนักแสดงหลายคนแนบมาในจุดต่างๆ  ผู้สร้างภาพยนตร์ Norrington, Juan Carlos Fresnadillo, F. Javier Gutiérrez และ Corin Hardy ได้รับการเซ็นสัญญาให้กํากับในตอนแรกในขณะที่ Bradley Cooper, Luke Evans, Jack Huston และ Jason Momoa ล้วนได้รับเลือกให้เป็น Eric ในช่วงต่างๆ ของการพัฒนา Skarsgård ได้รับการประกาศให้เป็น Eric ในเดือนเมษายน 2022 พร้อมกับ Sanders เป็นผู้กํากับ การถ่ายทําเริ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม โดยเกิดขึ้นในปรากและเพนซิงใกล้มิวนิก มีกําหนดเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาโดย Lionsgate Films ในวันที่ 23 สิงหาคม 2024

"อีกายมฑูต ที่บินวนอยู่ในอ่าง กว่าจะรู้ตัวปล่อยของก็สายไปเสียแล้ว"

              เรื่องราวของ เอริก ดราเว่น (บิล ซาร์สการ์ด)​ ชายผู้สูญเสีย เชลลี่ เว็บสเตอร์ (เอฟเคเอ ทวิกส์)​ หญิงอันเป็นที่รักจากการฆาตกรรมโดย วินเซนต์ โรเอค (แดนนี่ ฮัสตัน)​ ซึ่งเป็นผู้บงการให้เกิดการฆาตกรรมนี้ผ่าน โซเฟีย (โจเซ็ตต์ ไซมอน)​ ผู้ช่วยของเขา ด้วยความรักที่มีต่อเชลลี่ ทำให้เอริกได้พลังวิเศษจากอีกาที่เป็นฑูตแห่งความตายกลับมาแก้แค้นผู้เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมทั้งหมด...

               ภาพยนตร์ Remake ที่ถูกสร้างมาแล้วครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่ 3 ซึ่ง เรื่องราวการนำเสนอในภาคนี้ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ การเล่าเรื่องมันราบเรียบ จนเหมือนเราดูหนังที่มันดึงเรื่อง วนอยู่กับที่ จนกระทั่งมาปล่อยของเป็นฉากแอ็คชั่นโหดๆ ในช่วงท้าย ที่พอจะกู้หน้าหนังได้ขึ้นมาระดับหนึ่ง แม้มันอาจจะสายไปแล้วก็ตาม

             ข้อเสียของ อีกาพญายม ในเวอร์ชั่นนี้คือ การเล่าเรื่องที่ราบเรียบ ชวนเบื่อหน่าย และวนอยู่กับที่นานไปหน่อย กว่าจะปล่อยของก็ช่วงท้ายของหนังซะแล้ว มันเลยดูน่าเสียดายกับบทและการนำเสนอ ทั้งๆ ที่ได้พระเอกจอมบู๊เลือดสาดอย่างบิลมาแสดงแล้ว แต่กลับไม่เอามาใช้ให้คุ้ม เหมือนดูหนังที่ไม่ได้เลือกเส้นทางของหนังว่าจะไปในทิศทางไหนดี ระหว่างการขายแอ็คชั่นเพื่อความบันเทิง หรือ ดราม่าเรื่องความรักที่ไม่สมหวัง มันเลยไม่อิน ไม่สุดสักอย่าง

            หนังมาปล่อยของเป็นฉากแอ็คชั่น โหดๆ ในช่วงท้าย เหมือนเป็นเซอร์วิสแฟนๆ บิล มากกว่า แต่เหมือนจะไม่ทันการ แม้มันจะดูน่าสนใจ และดูเครื่องติดแล้ว แต่มันก็สายเกินไปเพราะมันเป็นช่วงท้ายที่หนังกำลังจะจบ คือถ้าจะมาทางแอ็คชั่น ดิบๆ โหดๆ ควรใส่มาเรื่อยๆ เป็นระยะเลย ถ้าจะเน้นขายความบันเทิง

             สุดท้ายมันเลยกลายเป็น The crow เวอร์ชั่นใหม่ ที่ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ แถมอาจจะแย่กว่าเวอร์ชั่นเดิมด้วยซ้ำ ซึ่งมันอาจจะพอดูได้ แต่มันดูเชย ราบเรียบ และมาสนุกในช่วงท้าย ซึ่งสำหรับความคาดหวังของคนที่ทันเวอร์ชั่นเดิมหรือ FC เรื่องนี้ ถือว่าน่าผิดหวัง แต่ถ้าใครยังไม่เคยดูหรือไม่รู้จัก The crow ลองเข้าไปรับชมกันดู สำหรับ ฮีโร่สายพันธุ์ Dark คลั่งรักที่เคยโด่งดังมาจากหนังเก่าในอดีตครับ

คะแนนส่วนตัว 7/10

รีวิวโดย A.L. Lucky

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก The Electric Shadow Company รูปหน้าปกที่ 1

ขอบคุณภาพจาก Lionsgate Films รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันจันทร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2566

รีวิวหนัง AQUAMAN AND THE LOST KINGDOM (2023) อควาแมน กับอาณาจักรสาบสูญ

 


               AQUAMAN AND THE LOST KINGDOM (2023) อควาแมน กับอาณาจักรสาบสูญ เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อเมริกันที่สร้างจากตัวละคร DC Aquaman ผลิตโดย DC Studios, Atomic Monster และ Safran Company จัดจําหน่ายโดย Warner Bros. Pictures เป็นภาคต่อของ Aquaman (2018) และภาพยนตร์เรื่องที่ 15 และภาคสุดท้ายใน DC Extended Universe (DCEU) กํากับโดย James Wan จากบทภาพยนตร์โดย David Leslie Johnson-McGoldrick นําแสดงโดย Jason Momoa ร่วมกับ Patrick Wilson, Amber Heard, Yahya Abdul-Mateen II, Randall Park, Dolph Lundgren, Temuera Morrison, Martin Short และ Nicole Kidman

              โดยเป็นภาคต่อของ Aquaman ระหว่างการผลิตภาพยนตร์เรื่องแรก Wan ไม่ต้องการเร่งภาคต่อ แต่ตกลงกันในเดือนมกราคม 2019 เพื่อดูแลการพัฒนา Johnson-McGoldrick เซ็นสัญญา เพื่อกลับมาเป็นนักเขียนบทในอีกหนึ่งเดือนต่อมา และ Wan ได้รับการยืนยันว่าจะกลับมาเป็นผู้กํากับในเดือนสิงหาคม 2020 เขากล่าวว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะขยายการสร้างโลกของ Aquaman และประกาศชื่อภาคต่อในเดือนมิถุนายน 2021 การถ่ายทําเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือนและสิ้นสุดในเดือนมกราคม 2022 โดยเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร ฮาวาย ลอสแองเจลิส และนิวเจอร์ซีย์ โดยมีการถ่ายทําเพิ่มเติมในนิวซีแลนด์

              ฉายรอบปฐมทัศน์ในงานแฟนๆ ที่ Grove, Los Angeles เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2023 และวางจําหน่ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม โดย Warner Bros. Pictures 

               เรื่องราวในช่วงหลายปีหลังจาก อาเธอร์ เป็นราชาแห่งแอตแลนติส เขาได้แต่งงานกับ มีร่า และมีลูกชายคนหนึ่งชื่อ อาเธอร์ จูเนียร์ แต่ในขณะเดียวกัน เดวิด เคน ก็ยังคงพยายามแก้แค้นเขาสําหรับการตายของพ่อ โดยทํางานร่วมกับนักชีววิทยาทางทะเล สตีเฟน ชิน เพื่อค้นหาแอตแลนติส แต่ในระหว่างนั้น เดวิด เคน ได้พบตรีศูลสีดําที่เจ้าของคือ คอร์แด็กซ์ น้องชายของ คิง แอทลาน และผู้ปกครองอาณาจักรเนครูซที่สาบสูญ ซึ่งถูกคุมขังด้วยเวทมนตร์เลือดหลังจากความพยายามที่ล้มเหลวในการแย่งชิงบัลลังก์ โดยได้มอบพลังให้แก่เดวิดในการทําลายอาเธอร์ ทำให้พลังแข็งแกร่งขึ้นและตอนนี้กำลังทำให้โลกร้อนขึ้น เพื่อปลดปล่อยคอร์แด็กซ์ เขาจึงต้องหาตัวเดวิดให้เจอด้วยการช่วย ออร์มน้องชายต่างมารดาของเขาออกจากคุกและร่วมมือกันหยุดยั้งเดวิด 

              เปิดเรื่องด้วยการเกริ่นนำเรื่องราวของตัวละครหลักคร่าว ๆ จากภาคแรกจนถึงภาคสองผ่านการเล่าเรื่องของตัวละครหลัก จากนั้นก็ตัดไปฉายถึงตัวร้ายในเรื่อง ซึ่งภาคนี้ตัวร้ายคือเดวิดที่มีพลังแข็งแกร่งขึ้นโดยได้อาวุธจากคอร์แด็กซ์ผู้ปกครองอาณาจักรเนครูซที่สาบสูญ ซึ่งเป็นชื่อตอนในภาคนี้ โดยยังคงตัวละครหลักเดิมจากภาคแรก ฉากแอคชั่นยังคงทำมาสนุกเหมือนเดิมและเน้นสู้กันในน้ำ ถึงแม้ฉากปะทะกันจะลดความยิ่งใหญ่ลง เนื่องจากเน้นไปที่ฉากต่อสู้ระหว่างตัวละครหลักฝ่ายดีไม่กี่คนกับตัวร้ายที่ไม่ได้เยอะมาก แต่ก็มีสัตว์ประหลาดเพิ่มขึ้น โดยฉากแอคชั่นจะมีสอดแทรกตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งภาคนี้จะเน้นไปทางตลกมากกว่าภาคแรก แต่ก็ทำได้ฮาดี มีเสียดสีหนังซุปเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่น ๆ บ้างและพล็อตเรื่องที่สอดแทรกเหตุการณ์ในปัจจุบันเกี่ยวกับมนุษย์ที่ทำลายโลกให้ร้อนขึ้นและความสัมพันธ์พี่น้องที่ลงเอยด้วยดีจนได้มาช่วยกัน แต่ก็ยังคงเดาเรื่องได้ง่ายตามสไตล์หนังแนวนี้ที่รู้ว่าต้องมาตามสเต็ปแบบนี้แน่นอนไม่มีหักมุมอะไรและตัวร้ายอย่างคอร์แด็กซ์ที่ตายง่ายไปหน่อย

คะแนนส่วนตัว 7.5/10

รีวิวโดย 刘心爱 


"การแก้แค้น และตรีศูรแห่งอาณาจักรที่สาบสูญ"

              ในภาคที่ 2 ของฮีโร่แห่งท้องทะเลค่าย DC ในภาคนี้ Arthur Curry หรือ Aquaman (Jason Momoa) จะได้ปะทะกับ Black Manta (Yahya Abdul-Mateen II)​ วายร้ายที่เคยโผล่มาในภาคที่ 1 แล้วแพ้ให้ Aquaman แถมยังสูญเสียพ่อไปในการต่อสู้ครั้งนั้นอีกด้วย Black Manta จึงเก็บความแค้นและตามหาตรีศูรดำที่มีพลังมหาศาล เพื่อมาจัดการกับ Aquaman ให้ได้ คราวนี้ Aquaman ไม่สามารถสู้ด้วยตัวคนเดียวได้ เพราะพลังของตรีศูรมีมากเกินรับมือ จึงทำให้เขาไปขอความช่วยเหลือจาก Orm พี่ชายที่เป็นศัตรูคู่อริของเขา เพื่อมารับศึกกับ Black Manta...

              ส่วนตัวคิดว่าภาคที่ 1 ดูสนุกกว่านะ เพราะในภาคนี้หนังดูจำเจไปหน่อย จะเห็นว่า ตัวละครที่เป็นตัวร้ายก็มาจากภาคแรก ตัวละครที่ต้องไปขอให้เข้ามาช่วยก็เป็นตัวร้ายจากภาคแรก ซึ่งเราพอจะรู้พลัง และนิสัยใจคอของตัวละครอยู่แล้ว เลยไม่ค่อยรู้สึกเซอร์ไพรส์ และแปลกใหม่กับสิ่งที่หนังนำเสนอมากนัก

             จริง ๆ ช่วงแรก ๆ ที่หนังนำเสนอ ก็พอดูสนุกอยู่นะ กับการต้องเดินทางผจญภัยในอาณาจักรที่สาบสูญ ซึ่งก็ถือว่ายังมีการนำเสนออะไรที่มีความแปลกใหม่อยู่บ้าง แต่หลังจากนั้นรู้สึกว่าหนังดูเรื่อย ๆ ธรรมดา คือไม่ใช่ว่ามันถึงกับแย่นะ แต่รู้สึกว่ามันน่าจะทำได้ดีกว่านี้ และมีอะไรที่ดูสร้างสรรค์กว่าแค่ฉากแอ็คชั่นธรรมดาจนกระทั่งไคลแมกซ์ ตอนจัดการกับตัวร้าย ก็รู้สึกว่าดูรวบรัดง่ายดายไปหน่อย

              ภาพรวมไม่ใช่ว่าหนังดูไม่สนุก แต่เรารู้สึกว่าความสนุกมันต่ำกว่าที่คิดไว้ และเมื่อไปเทียบกับภาคที่ 1 การเล่าเรื่อง และความน่าติดตามยังสู้ภาคที่ 1 ไม่ได้ แต่ถ้าดูเพื่อเน้นความบันเทิงก็ถือว่าพอตอบโจทย์ใช้ได้

             และนี่คือบทสรุปทิ้งท้ายของหนังฮีโร่ DC ของโครงการเดิม ก่อนจะเข้าสู่ยุคใหม่ที่นำโดย James Gunn ผู้ที่จะสร้างจักรวาลหนัง DC ต่อไป ซึ่งเราคงต้องมาดูกันว่าเรื่องราวต่อจากนี้จะออกมาในรูปแบบไหน

คะแนนส่วนตัว 4/5

รีวิวโดย A.L. Lucky

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก DC Studios รูปหน้าปกที่ 1

ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต DC Studios รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

ขอบคุณภาพจาก Warner Bros. Pictures รูปหน้าปกที่ 4

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง R.I.P.D. 2: Rise of the Damned (2022)

 


           R.I.P.D. 2: Rise of the Damned (2022) เป็นภาพยนตร์แอคชั่นคอมเมดี้จากอเมริกาที่กำกับโดย Paul Leyden เขียนโดย Andrew Klein และ Paul Leyden นำแสดงโดย Jeffrey Donovan, Rachel Adedeji และ Penelope Mitchell

               RIPD มาตรฐานหลังความตายในการต่อสู้กับเดโดส วิญญาณที่หลบหนีจากการพิพากษาและอยู่รอบโลก เพื่อสร้างความหายนะ 

               เรื่องราวของ รอย ที่ได้ตายไปสามวันหลังจากการหลบหนีการไล่ล่าจากคนกลุ่มหนึ่ง และได้ถูกส่งตัวมายัง RIPD ที่ย่อมาจาก แผนก คือ มาตรฐานหลังความตาย โดยได้พบกับ ฮาโนะ กัปตันของฝ่ายตะวันตกของอเมริกา ซึ่งโดยทั่วไปพวกเขาได้รับเพียงทหาร นักรบและนายอำเภอ เพื่อรับใช้กองกำลังตำรวจของพระเจ้าในการต่อสู้กับ เดโดส วิญญาณที่หลบหนีจากการพิพากษาและอยู่รอบโลก เป็นพลังงานสเปกตรัม เพื่อสร้างความหายนะ เป็นวิญญาณอันธพาลที่ต้องการร่างกายและเมื่อมันเข้าครอบงำได้แล้วจะกลายเป็นเดโดส ซึ่งมีตราสัญลักษณ์อูโรโบรอส ที่แปลว่า ชีวิต ความตายและการเกิดใหม่อยู่บนลำตัว ด้วยการตามหาพวกมันแล้วส่งไปนรก โดยเขาต้องทำงานร่วมกับ เจนนี่ ที่ฮาโนะส่งมาให้ดูแล

              เปิดเรื่องฉายถึงตัวละครที่เจอหลุมประหลาดก่อนที่ถูกบางอย่างจากหลุมเข้าสิง จากนั้นก็ตัดมาฉายถึงตัวละครหลักก่อนที่จะถูกส่งมายัง RIPD โดยช่วงนี้ได้มีการอธิบายเกี่ยวกับ RIPD คร่าว ๆ และแนะนำสิ่งต่าง ๆ เหมือนกับเป็นภาคเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่แรกและยังคงติดตลกเหมือนเดิม จากนั้นก็เริ่มฉายถึงตัวละครอื่นเพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นหนึ่งในตัวละครหลักด้วยและเมื่อมนุษย์เห็นตัวละครจะเห็นกลายเป็นอีกคน จึงเหมือนใช้ตัวละครสองคนแสดงในคนเดียว จากนั้นก็เริ่มฉายถึงเดโดสและตัวละครในช่วงเปิดเรื่อง ซึ่งกว่าจะเริ่มฉายก็เกือบกลางเรื่องแล้ว การดำเนินเรื่องค่อนข้างยืดเยื้อน่าเบื่อชวนหลับ แต่ละฉากฉายนานเกินความจำเป็น ซึ่งจะเน้นฉากพูดกัน โดยพูดกันแทบทั้งเรื่อง จะจบเรื่องแล้วแทบไม่ได้สู้อะไรกับเดโดสเลย มาสู้กันช่วงท้ายเรื่อง ไม่สมกับที่เป็นหนังแนวแอคชั่นเลยและก็เดาเรื่องได้ไม่ยาก

คะแนนส่วนตัว 3/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก Universal Pictures Home Entertainment (UPHE) รูปหน้าปกที่ 1

ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Universal Pictures Home Entertainment (UPHE) รูปหน้าปกที่ 2

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Decibel (2022) ลั่นระเบิดเมือง

 


           Decibel (2022) ลั่นระเบิดเมือง เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นของเกาหลีใต้ที่กำกับโดย Hwang In-ho นำแสดงโดย Kim Rae-won, Lee Jong-suk, Jung Sang-hoon, Park Byung-eun และ Cha Eun-woo วางจำหน่ายวันที่ 16 พฤศจิกายน 2022

              เมื่ออดีตนาวิกโยธิน ได้รับโทรศัพท์ขู่วางระเบิดตามสถานที่ต่าง ๆ เขาจึงได้ร่วมมือกับนักข่าวคนหนึ่งในการหาทางหยุดระเบิดตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สนามฟุตบอล สระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น โรงแรม โดยนอกจากการแข่งกับเวลาที่นับถอยหลังแล้ว เสียงที่ดังเกินไปก็เป็นตัวแปรที่ทำให้เวลาในการระเบิดเร็วขึ้นกว่าเดิม!!

              ภาพยนตร์แอ็คชั่น ที่ทำให้เราต้องลุ้นไปกับการจัดการกับระเบิดที่คนร้ายวางไว้ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งนอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับปมในอดีตของความสัมพันธ์ของตัวละครที่นำเสนอสอดแทรกในหนังมาเรื่อย ๆ ตัวหนังดูน่าสนใจและน่าติดตามไปกับการแก้ปัญหาของตัวเอกที่ต้องจัดการกับระเบิดของคนร้ายตามจุดต่าง ๆ ที่จัดมาแบบ Non stop แถมพระเอกของเราก็มีแค่ผู้ช่วยอย่างนักข่าวจอมรั่วเท่านั้นในการจัดการกับระเบิด เสียดายที่ช่วงไคลแมกซ์ส่วนตัวรู้สึกว่าดูสรุปง่ายไปหน่อย เลยทำให้สิ่งที่ปูมาดร็อปไป ทั้ง ๆ ที่ช่วงแรกของเรื่องทำออกมาได้ดีและทำให้เราได้ลุ้นทุกครั้งกับการจัดการกับระเบิด เรื่องนี้มีนักแสดงเกาหลีหน้าตาคุ้นเคยค่อนข้างเยอะทั้งตัวหลักและตัวประกอบ แต่คนที่แบกหนังไว้ก็คือพระเอกที่รับบทนาวิกโยธินที่มีอดีตเกี่ยวกับการออกรบที่ไม่ค่อยดีนัก เขาต้องรับบทคนแบกความทุกข์ พร้อมทั้งแก้ปัญหาระเบิดไปโดยไม่บอกใคร ซึ่งการแสดงของเขาถือว่าเข้าถึงบทบาทและทำให้เราเอาใจช่วยโดยไม่รู้ตัว แถมยังมีฉาก Relax เล่นมุขกับตัวละครนักข่าวที่คอยช่วยเหลือเขาไปตลอดทั้งเรื่อง

             ภาพรวมจึงเป็นหนังแอ็คชั่น ตื่นเต้น ที่ดูสนุกใช้ได้เลย ใครที่ชอบหนังแนวแอ็คชั่น แก้ปัญหา คลายปม สไตล์เกาหลี ก็ขอแนะนำครับ

คะแนนส่วนตัว 3.5/5

รีวิวโดย A.L. Lucky

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต East Dream Synopex รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันอังคารที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Morbius (2022) มอร์เบียส ฮีโร่พันธุ์กระหายเลือด

 


              Morbius (2022) มอร์เบียส ฮีโร่พันธุ์กระหายเลือด เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อเมริกันที่สร้างจากตัวละคร Marvel Comics ที่มีชื่อเดียวกัน ผลิตโดย Columbia Pictures ร่วมกับ Marvel จัดจำหน่ายโดย Sony Pictures Releasing เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สามใน Spider-Man Universe (SSU) ของ Sony กำกับการแสดงโดย Daniel Espinosa และเขียนบทโดย Matt Sazama และ Burk Sharpless นำแสดงโดย Jared Leto ร่วมกับ Matt Smith, Adria Arjona, Jared Harris, Al Madrigal และ Tyrese Gibson โดยมีความพยายามหลายครั้งที่จะนำ Morbius ขึ้นสู่จอภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1998 รวมถึงการเข้าร่วมแฟรนไชส์ ​​Blade ในฐานะคู่อริและมีภาพยนตร์เดี่ยวที่ผลิตโดย Artisan Entertainment หลังจากประกาศแผนสำหรับจักรวาลใหม่ที่ใช้ร่วมกันของภาพยนตร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละครที่เกี่ยวข้องกับ Spider-Man ที่เริ่มต้นด้วย Venom (2018) โซนี่ก็เริ่มพัฒนาภาพยนตร์ที่อิงจาก Morbius Sazama และ Sharpless เขียนบทในเดือนพฤศจิกายน 2017 และ Leto และ Espinosa เข้าร่วมอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2018 ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นในปลายปีนี้ด้วยการคัดเลือกนักแสดงเพิ่มเติม ก่อนการผลิตจะเริ่มในลอนดอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 การถ่ายทำได้รับการยืนยันแล้ว แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2019 โดยจะมีการฉายซ้ำในลอสแองเจลิสในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ Plaza Carso ในเม็กซิโกซิตี้เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2022 และเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2022 หลังจากถูกเลื่อนออกไปหลายครั้งจากวันแรกในเดือนกรกฎาคม 2021

              เรื่องราวของ ไมเคิล มอร์เบียส ที่มีอาการป่วยด้วยโรคเลือดหายากตั้งแต่เด็ก แต่เขากลับได้จบปริญญาเอกอายุสิบเก้าและมีผลงานสร้างชื่อในฐานะผู้นำโลกเกี่ยวกับโรคเลือดแต่กำเนิด เลือดเทียมจากการคิดค้นของเขาสามารถช่วยชีวิตคนได้มากกว่าเพนนิซิลลิน ซึ่งหลังจากที่เขาจบการศึกษาก็ได้เป็นหมอและได้นำค้างคาวจากภูเขาแห่งความตาย คอสตาริกากลับมายังเรือบรรทุกสินค้าแอลซีวีเมอน่า เพื่อผสมดีเอ็นเอมนุษย์กับดีเอ็นเอค้างคาวในการรักษา ซึ่งเขาสามารถทำได้สำเร็จและได้ทดลองกับตัวเอง แต่ผลที่ได้กลับทำให้ตัวเองกลายร่างเป็นแวมไพร์ที่ว่องไว แข็งแรง รู้วัตถุจากเสียงที่ห่างไกลเหมือนค้างคาว แต่ยังไม่สามารถควบคุมตัวเองและต้องดื่มเลือดจริง เพื่อคงร่างไว้ โดยในระหว่างนั้นเขาได้ฆ่าคนบนเรือ ทำให้ตำรวจสงสัยและต้องตามจับตัวเขา เขาจึงต้องหนีการตามจับและหยุดแวมไพร์อีกตัว

             เปิดเรื่องฉายถึงภูเขาแห่งความตาย คอสตาริกา ก่อนฉายถึงตัวละครหลักที่เดินทางมาเอาค้างคาวแวมไพร์ จากนั้นก็ตัดไปฉายถึงประเทศกรีซยี่สิบห้าปีก่อนหน้า ซึ่งฉายถึงตัวละครหลักในวัยเด็กกับเด็กอีกคนคือเพื่อนของเขาก่อนฉายถึงตอนโตและได้ตัดมาฉายนิวยอร์กซิตี้ ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวละครหลักได้เป็นหมอและกลับมาฉายช่วงปัจจุบันหลังเดินทางกลับจากคอสตาริกา ซึ่งเมื่อกลับมาก็ฉายถึงการทดลอง จนได้ทดลองกับตัวเองและทำให้กลายร่างเป็นแวมไพร์ ซึ่งก็มีความสามารถตามหนังแวมไพร์ทั่วไป หลังจากนั้นก็ได้ฉายถึงตัวละครที่ต้องค่อย ๆ ศึกษาเพื่อควบคุมตัวเอง จากนั้นก็ได้ฉายถึงใครบางคนที่เริ่มออกฆ่าคน แต่ก็เดาเรื่องได้ไม่ยาก ซึ่งตัวร้ายก็มาในแนวเดียวกัน มีฉากแอคชั่นเป็นช่วง ๆ แต่ฉากแอคชั่นดูน้อยไปหน่อย

คะแนนส่วนตัว 5.5/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก Sony Pictures Releasing รูปหน้าปกที่ 1

ขอบคุณภาพจาก Facebook Morbius รูปหน้าปกที่ 2


วันอาทิตย์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Black Panther Wakanda Forever (2022) แบล็ค แพนเธอร์ วาคานด้าจงเจริญ

 


           Black Panther Wakanda Forever (2022) แบล็ค แพนเธอร์ วาคานด้าจงเจริญ เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อเมริกันที่สร้างจากตัวละคร Marvel Comics ผลิตโดย Marvel Studios และจัดจำหน่ายโดย Walt Disney Studios Motion Pictures เป็นภาคต่อของ Black Panther (2018) และเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 30 ใน Marvel Cinematic Universe (MCU) กำกับโดย Ryan Coogler ผู้เขียนบทร่วมกับ Joe Robert Cole นำแสดงโดย Letitia Wright, Lupita Nyong'o, Danai Gurira, Winston Duke, Florence Kasumba, Dominique Thorne, Michaela Coel, Tenoch Huerta, Martin Freeman, Julia Louis-Dreyfus และ Angela Bassett

             โดยแนวคิดสำหรับภาคต่อเริ่มต้นขึ้นหลังจาก Black Panther เข้าฉายในเดือนกุมภาพันธ์ 2018 Coogler ได้เจรจา เพื่อกลับมาเป็นผู้กำกับในเดือนถัดมา และ Marvel Studios ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการพัฒนาภาคต่อในช่วงกลางปี ​​2019 แผนสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้เปลี่ยนไปในเดือนสิงหาคม 2020 เมื่อ Chadwick Boseman ดาราจาก Black Panther เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ โดย Marvel เลือกที่จะไม่สร้างบท T'Challa อีกครั้ง สมาชิกนักแสดงหลักคนอื่น ๆ จากภาพยนตร์เรื่องแรกได้รับการยืนยันว่าจะกลับมาภายในเดือนพฤศจิกายนนั้น และมีการประกาศชื่อเรื่องในเดือนพฤษภาคม 2021 การผลิตเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน 2021 ในแอตแลนตาและบรันสวิก รัฐจอร์เจีย รวมถึงรอบ ๆ รัฐแมสซาชูเซตส์ ก่อนที่จะเว้นช่วง เพื่อให้ Letitia Wright หายจากอาการบาดเจ็บระหว่างถ่ายทำ การผลิตกลับมาดำเนินการอีกครั้งในกลางเดือนมกราคม 2022 และสิ้นสุดในปลายเดือนมีนาคมในเปอร์โตริโก

              โดยฉายรอบปฐมทัศน์ที่ El Capitan Theatre และ Dolby Theatre ในฮอลลีวูดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2022 และเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2022

             เรื่องราวของ ชูรี ที่ต้องมาเป็น แบล็คแพนเตอร์แทน ทีชาล่า พี่ชายที่สวรรคตด้วยอาการป่วย หลังจากที่สมุนไพรรูปหัวใจที่เธอเชื่อว่าสามารถรักษาอาการป่วยให้หายขาดได้ ซึ่งได้พยายามสร้างขึ้นมาโดยสังเคราะห์ไม่สำเร็จหลังจากที่มันถูกทำลายโดย คิลมองเกอร์ เพื่อต่อสู้กับ เนมอร์ ผู้นำลูกครึ่งมนุษย์แห่งทาโลคาน ที่อาศัยอยู่ใต้น้ำ ซึ่งต้องการให้วาคานด้าเป็นพันธมิตรกับเขาร่วมต่อสู้กับมนุษย์ ซึ่งเธอไม่เห็นด้วย จึงต้องหาวิธีสู้กับพวกเขา พร้อมทั้งปกป้องวาคานด้าและไวเบรเนียมที่ผู้คนต่างต้องการ

              เปิดเรื่องด้วยการพูดถึงอาการป่วยของทีชาล่าที่ต้องใช้สมุนไพรรูปหัวใจรักษา แต่ไม่สำเร็จ ซึ่งภาคนี้เป็นภาคที่เกิดขึ้นหลังจากนักแสดงตัวจริงในบททีชาล่าเสียชีวิต จึงได้เน้นฉากดราม่าที่เยอะหน่อย โดยเฉพาะการรำลึกถึงทีชาล่า ซึ่งได้มีพูดถึงและฉายให้เห็นบ้าง โดยได้มีการเปลี่ยนแผนโครงเรื่องกระทันหันด้วยการใช้อาการป่วยมาเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ซึ่งก็ถือได้ว่าสานต่อเรื่องราวได้ดี ภาคนี้จึงเน้นไปที่เรื่องราวของตัวละครหลักอย่างน้องสาวที่ต้องมาทำหน้าที่แทนในการปกป้องวาคานด้า จึงกลายมาเป็นแบล็คแพนเตอร์ในภายหลัง โดยตัวละครจากภาคก่อน ๆ ก็ยังคงมาร่วมแสดงด้วยตามที่ได้บอกไว้ ซึ่งดำเนินเรื่องต่อเนื่องกัน แต่มีฮีโร่ฝ่ายดีอย่างเดียวก็คงไม่สนุก ก็ต้องมีตัวร้ายที่มีความสามารถเหนือกว่ามาเกี่ยวข้องตามเคย โดยมีพูดถึงที่มาที่ไปของตัวร้ายด้วย ซึ่งก็มีฉากแอคชั่นต่อสู้กันเป็นช่วง ๆ ฉากแอคชั่นก็ทำได้สนุกดีไม่ได้เว่อมาก แต่ฉากแอคชั่นกลับดูน้อยไปหน่อยไม่ได้เน้นไปที่จุดนี้เท่าไหร่ การดำเนินเรื่องค่อนข้างน่าเบื่อชวนหลับไปบ้างในช่วงที่ไม่มีฉากแอคชั่น พล็อตเรื่องก็เดาไม่ยากและมาแนวเดิม ๆ โดยรวมแล้วกลับรู้สึกว่าผิดหวังไปหน่อยสนุกสู้ภาคแรกไม่ค่อยได้

คะแนนส่วนตัว 5/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก Marvel Studios รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Project Wolf Hunting (2022) เรือคลั่ง เกมล่าเดนมนุษย์

 


               Project Wolf Hunting (2022) เรือคลั่ง เกมล่าเดนมนุษย์ เป็นภาพยนตร์ไซไฟแอคชั่นระทึกขวัญของเกาหลีใต้ที่กำกับโดย Kim Hong-sun นำแสดงโดย Seo In-guk และ Jang Dong-yoon ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต 2022 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2022 และเข้าฉายในวันที่ 21 กันยายน 2022 ในโรงภาพยนตร์ในเกาหลีใต้

"เป็นหนังที่เละเทะมาก เพราะเอะอะๆ น้ำแดง (เลือด)​ กระจาย"

             เรื่องราวเริ่มจากการขนส่งนักโทษคดีอาชญากรรมรุนแรงชาวเกาหลีใต้จากฟิลิปปินส์ไปยังเกาหลีใต้ทางเรือขนส่งสินค้า เพื่อไปดำเนินคดีในประเทศบ้านเกิด ซึ่งบนเรือนอกจากมีนักโทษคดีรุนแรงแล้วยังมีตำรวจและเจ้าหน้าที่เดินเรือและแพทย์ฉุกเฉินที่ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ว่าเรื่องราวไม่ได้ราบเรียบอย่างที่คิด เมื่อเหล่านักโทษได้ทำการต่อต้านตำรวจและยึดเรือเอาไว้ได้ ตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเรือจึงต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากนักโทษคดีอาชญากรรมร้ายแรงที่ฆ่าคนอย่างไร้ความปราณี...

              หนังเรื่องนี้ให้เรตความรุนแรงโดยจำกัดอายุคนดูอยู่ที่ 20+ ซึ่งพอไปดูจริง ๆ มันก็โหดระดับนึง แต่หนังเล่นกับมุขเดิม ๆ เกือบทั้งเรื่องนั่นก็คือ การเน้นฉากเลือดสาดเลือดพุ่งเป็นหลักที่บอกเลยว่าน่าจะหมดงบไปกับสีแดงเยอะเลยทีเดียว คือฉากความรุนแรงแต่ละฉากนี่เลือดพุ่งเป็นน้ำพุทุกฉากจนรู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยสมจริงไปหน่อย หนังพยายามสร้างฉากให้คนดูลุ้นระทึกจากพล็อตเรื่องเกี่ยวกับความโหดของเหล่านักโทษที่เริ่มต้นมาดูน่าสนใจเลยทีเดียว แต่เสียดายที่หนังไม่ค่อยเน้นความละเอียดในฉากลุ้นระทึกสักเท่าไร เลยทำให้ฉากลุ้นระทึกของหนังดูธรรมดาไปหน่อยถ้าเทียบกับทรัพยากรของหนังที่สามารถเล่นกับอารมณ์คนดูได้มากกว่านี้ นอกจากการสู้กันระหว่างนักโทษกับตำรวจแล้ว หนังยังมีอะไรมากกว่านี้ที่ไม่เหมือนหนังแอ็คชั่นเลือดสาดธรรมดาทั่วไป หนังยังมีปัจจัยที่ทำให้หนังดูน่าสนใจและสร้างความสยองขวัญให้คนดูมากกว่าที่เราเห็นในตัวอย่าง ซึ่งจุดนี้คงบอกมากกว่านี้ไม่ได้เดี๋ยวจะเป็นการสปอยไป ตัวละครโดยเฉพาะนักแสดงหญิงฝั่งตำรวจถือว่าเป็นจุดขายของคนดูผู้ชายที่ดูน่ารัก และน่าเอาใจช่วยไปทั้งเรื่อง 

              ภาพรวมเป็นหนังแอ็คชั่นลุ้นระทึกที่โหดแบบเลือดสาดเลือดพุ่งกันเลยทีเดียว ซึ่งก็ดูสนุกใช้ได้ แต่ติดตรงที่ทรัพยากรจากหนังมีมากพอที่น่าจะทำให้หนังดูตื่นเต้นและลุ้นระทึกมากกว่านี้ เลยกลายเป็นเสียของไปหน่อย และช่วงไคลแมกซ์กลายเป็นหนังออกแนวไซไฟไปที่ดูแล้วรู้สึกขัดใจ สุดท้ายหนังทิ้งปมไว้สำหรับภาค 2 ต่อไป ซึ่งคิดว่าน่าจะมีภาค 2 ค่อนข้างแน่...

คะแนนส่วนตัว 3.5/5

รีวิวโดย A.L. Lucky


              เรื่องราวของ ตำรวจ กลุ่มหนึ่งจำนวนกว่ายี่สิบนาย ผู้มีประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานมามากกว่าสิบปีที่นำโดย ลี ซอกวู ผู้กอง และ ลี ดา-ยอน ร่วมด้วยกัปตัน เจ้าหน้าที่เดินเรือและหมอพยาบาล ที่ได้นำตัวนักโทษเกาหลีที่ถูกจับตัวได้ในฟิลิปปินส์ส่งข้ามแดน โดยเดินทางออกจากท่าเรือมะนิลาด้วยเรือสินค้าและจะเดินทางถึงจุดหมายท่าเรือปูซานในอีกสองวัน เพื่อไปดำเนินคดีในประเทศบ้านเกิด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแผนการจากครั้งแรกของการส่งตัวนักโทษข้ามแดนที่ได้เกิดเหตุวางระเบิดจนทำให้ประชาชนล้มตายจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับพลเรือน ด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยงานท่าเรือปูซาน แต่แล้วพวกเขาก็ต้องเอาชีวิตรอดบนเรือเมื่อเหล่านักโทษทั้งหมดได้หลุดออกมาได้และไล่ฆ่าทุกคนบนเรือ

                 เปิดเรื่องฉายถึงอาชญากรที่กำลังถูกตำรวจคุมตัวและส่งข้ามแดนครั้งแรก พร้อมกับพูดถึงอาชญากรในปี 2016 ตำรวจทั้งสองประเทศลั่นวาจาจะร่วมมือกันสอบสวนคดีและในวันนี้เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีผู้ร้ายข้ามแดนกลุ่มแรกได้มาถึง อาชญากรเกาหลีสี่สิบเจ็ดรายที่เคยหลบหนีการดำเนินคดีไปยังฟิลิปปินส์ได้บินกลับมาด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำเป็นครั้งแรก และเป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่ตำรวจได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ร้อยแปดสิบนายมาดูแล และได้เกิดเหตุเหยื่อที่วางระเบิดจะฆ่าฆาตกร จากนั้นก็ตัดมาที่ปี 2022 ในประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมกับพูดถึงนักโทษที่ถูกจับ ซึ่งเป็นการส่งตัวนักโทษในครั้งต่อมา จากนั้นก็ได้ฉายถึงตำรวจ นักโทษแต่ละคนและหน่วยงานท่าเรือปูซาน โดยก่อนออกเดินทางได้พูดถึงประวัตินักโทษแต่ละคนที่เด่น ๆ ซึ่งใช้ตัวละครเยอะดี แต่ละคนก็แสดงได้สมบทบาท และค่อย ๆ ฉายถึงตัวละครบางคนที่ทำตัวแปลก ๆ ลึกลับและเอกสารลับสุดยอด ซึ่งก็เดาเรื่องได้ไม่ยาก รวมทั้งตัวละครลึกลับบนเรือด้วย โดยได้เปิดเผยถึงตัวละครลึกลับนี้ในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งได้กลายเป็นตัวร้ายสำคัญแทน โดยมีฉายถึงเรื่องราวในอดีตเป็นช่วง ๆ และมีการทดลองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยช่วงท้ายเรื่องจะเน้นไปที่จุดนี้เป็นหลักตามชื่อเรื่อง ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องขึ้นก็จะมีฉากแอคชั่นให้ได้ลุ้นระทึกเอาใจช่วยตัวละครตำรวจตลอดทั้งเรื่อง ฉากฆ่ากันก็โหดตามเรตยี่สิบที่ได้เลย และจบทิ้งท้ายเหมือนมีต่อ

คะแนนส่วนตัว 6/10

รีวิวโดย 刘心爱

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Contents G Cheum Film รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3


วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง BLACK ADAM (2022) แบล็ก อดัม

 


           BLACK ADAM (2022) แบล็ก อดัม เป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่อเมริกันในที่สร้างจากตัวละคร DC Comics ที่มีชื่อเดียวกัน ผลิตโดย New Line Cinema, DC Films, Seven Bucks Productions และ FlynnPictureCo. ซึ่งเป็นภาคแยกจาก Shazam! (2019) และภาพยนตร์เรื่องที่ 11 ใน DC Extended Universe (DCEU) กำกับการแสดงโดย Jaume Collet-Serra และเขียนบทโดย Adam Sztykiel, Rory Haines และ Sohrab Noshirvani นำแสดงโดย Dwayne Johnson เป็นตัวละครในเรื่องควบคู่ไปกับ Aldis Hodge, Noah Centineo, Sarah Shahi, Marwan Kenzari, Quintessa Swindell, Bodhi Sabongui และ Pierce Brosnan โดยฉายรอบปฐมทัศน์โลกในเม็กซิโกซิตี้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2022 และมีกำหนดเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 21 ตุลาคม 2022 โดย Warner Bros. Pictures และจะเข้าฉายในหลายประเทศในวันที่ 20 ตุลาคม เร็วกว่าการฉายในประเทศหนึ่งวัน

               เรื่องราวของ Black Adam (ดเวนย์ เดอะ ร็อค จอห์นสัน)​ Hero DC ตัวใหม่ที่ถือกำเนิดมาตั้งแต่ 5,000 ปีที่แล้ว แต่ถูกทำให้หลับไหลยาวมาจนมีคนมาปลุกเขาให้ตื่น แต่ว่าเขาไม่เหมือน Hero ทั่วไป เพราะวิธีของเขาคือ การฆ่าเหล่าร้าย เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ นั่นทำให้เขาถูกจับตาจากฮีโร่ตัวอื่น ๆ เพราะวิธีการและอุดมการณ์ของเขาที่ไม่เหมือนใครนั่นเอง

               การเปิดตัวของ Hero ค่าย DC ฝ่าย Dark ที่แม้จะพอเดาทิศทางของหนังได้ แต่รายละเอียดด้านความบันเทิง รวมถึงการเปิดตัวละคร Hero ค่าย DC ตัวใหม่ ๆ ก็ดูไม่จำเจและแปลกใหม่ดี นอกจากนี้ตัวหนังยังใส่ Eater egg และมุขตลกที่ทำให้หนังดูสนุกมากขึ้น ภาพรวมจึงเป็นหนังฮีโร่ที่ดูสนุกตอบโจทย์ความบันเทิง แม้จะเดาทิศทางของเรื่องได้ก็ตาม และสุดท้ายสิ่งที่ไม่ควรพลาดและเรียกเสียงกรี๊ดในโรงก็คือฉาก End credit ที่เซอร์ไพรส์แฟน ๆ DC ที่จะนำไปสู่ทิศทางที่น่าสนใจของจักรวาล Hero DC ในอนาคตต่อไป

คะแนนส่วนตัว 4/5

รีวิวโดย A.L. Lucky


              เรื่องราวของ เทธอดัม หรือ แบล็คอดัม นักรบแห่งคาห์นดัก ที่ได้ถูกกักขังเป็นเวลาหลายปี ได้ถูกปลุกขึ้นจาก เอเดรียน่า โทมาซ นักโบราณคดีที่ร่วมเดินทางมากับ อิชมาเอล เกรเกอร์, คาริม พี่ชาย และ ซาเมียร์ เพื่อมานำมงกุฎซับบัค ไปซ่อนไว้ที่ที่ปลอดภัยจากอินเตอร์แก๊งค์ แต่หลังจากที่เขาถูกปลุกขึ้น ทำให้ อแมนด้า วอลเลอร์ เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเทธอดัมเป็นภัยคุกคาม จึงสั่งให้สมาชิกจัสไตโซเซียลตี้ที่นำโดย คาร์เตอร์ (ฮอว์คแมน), หมอเฟท, ไซโคลน และ อะตอม ต้องรวมตัวกันหยุดยั้งเขา พร้อมทั้งไม่ให้เขาฆ่าคน

             ช่วงเปิดเรื่องด้วยการฉายถึงคาห์นดักในอดีต ซึ่งเป็นการปูที่มาที่ไปและเรื่องราวของเทธอดัมก่อนที่จะได้รับพลัง จากนั้นก็ตัดมาที่ช่วงคาห์นดักในปัจจุบันที่อยู่ภายใต้การควบคุมจากอินเตอร์แก๊งค์ตัวร้ายที่เป็นมนุษย์และฉายถึงตัวละครหลักฝ่ายมนุษย์ที่ได้มาเอามงกุฎ จนได้เปิดเผยเทธอดัมนักรบจากอดีตของคาห์นดักที่ถูกกักขังออกมา จนได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวละครหลักฝ่ายมนุษย์ จากนั้นก็ได้เปิดเผยตัวละครอื่นเพิ่มเติมคือสมาชิกจัสไตโซเซียลตี้ ซึ่งแต่ละคนโผล่มาก็ได้พูดถึงความสามารถที่แตกต่างกันและได้แสดงความสามารถออกมาในเวลาต่อมา เมื่อเจอกับเทธอดัม ซึ่งความสามารถแต่ละคนดูน่าสนใจดี รวมทั้งพลังของเทธอดัมก็ดูร้ายกาจ เหมือนเป็นฮีโร่ฝ่ายดีที่ได้เข้าต่อสู้กับเทธอดัมที่เป็นฮีโร่ดีเหมือนกัน แต่มีเจตนาต่างกัน ส่วนตัวร้ายก็ทำได้น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งฉากแอคชั่นก็มีให้เห็นตั้งแต่ช่วงแรก ๆ เลย ฉากแอคชั่นถือได้ว่าทำได้สนุกตระการตา ดูแล้วไม่น่าเบื่อ โดยในหนังนอกจากมีฉากแอคชั่นแล้ว ก็ยังได้สอดแทรกความตลกให้ชวนขำบ้างและแอบล้อเลียนตัวละครดีซีด้วย แต่เนื้อเรื่องก็หนีไม่พ้นแนวเดิม ๆ จากหนังฮีโร่คือ มีฮีโร่ที่มีพลังร้ายกาจก็ต้องมีตัวร้ายที่เก่งกาจมาต่อต้านเหมือนกัน รวมทั้งหนังก็ยังมาแนวแย่งชิงสิ่งของมีค่าเหมือนเดิม แต่ก็มีจุดที่หักมุมบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้แปลกใจมาก และมีจุดให้ชวนคาดเดาไปเรื่อย เมื่อเปิดเผยเรื่องราวของเทธอดัมด้วยการฉายเรื่องราวในอดีต และหนังก็เดาเรื่องได้ไม่ยากตามสไตล์หนังฮีโร่ทั่วไป

คะแนนส่วนตัว 7/10

รีวิวโดย 刘心爱

ตัวอย่าง 


ขอบคุณภาพจาก DC Films รูปหน้าปกที่ 1

ขอบคุณภาพจาก Seven Bucks Productions รูปหน้าปกที่ 2

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Hunt (2022) ล่าคน ปลอมคน

 


        
      Hunt (2022) ล่าคน ปลอมคน เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นจารกรรมของเกาหลีใต้ที่กำกับโดย Lee Jung-jae ในการกำกับเรื่องแรกของเขา นำแสดงโดย Lee และ Jung Woo-sung ได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน Midnight Screening ที่ไม่มีการแข่งขันในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปี 2022 และเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2022 ในประเทศเกาหลีใต้

"แอ็คชั่นการเมืองกับสายลับเกาหลีเหนือที่แฝงตัวเป็นไส้ศึกในเกาหลีใต้"

             เรื่องราวของ พัคพยองโฮ (อีจองแจ)​ และ คิมจองโด (จองอูซอง)​ 2 หัวหน้าฝีมือฉกาจของหน่วยงานราชการเกาหลีใต้ ได้รับมอบหมายให้สืบตามหา ดงลิม ไส้ศึกจากเกาหลีเหนือที่แฝงตัวเข้ามาทำงานในเกาหลีใต้ โดยฝ่าย พัคพยองโฮ ก็ได้ให้ผู้ช่วยอย่าง พังจูกยอง (จอนฮเยจิน)​ คอยสืบหาข้อมูลทางฝั่งของคิมจองโด และคิมจองโด ก็ให้ผู้ช่วยอย่าง จางชอลซอง (ฮอซองแท)​ คอยจับตาดูพัคพยองโฮเช่นกัน แต่เรื่องราวชักไปกันใหญ่เมื่อ โจยูจอง (โกยุนจอง)​ ลูกสาวของ พัคพยองโฮ ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย สุดท้ายพวกเขาจะสามารถหาตัวสายลับดงลิมเจอหรือไม่ เพราะถ้าช้าจะส่งผลต่อความมั่นคงระดับประเทศและสงครามที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงชีวิตของประธานาธิบดีเกาหลีใต้อีกด้วย

               ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆ กับหนังแอ็คชั่นการเมืองเกาหลีเรื่องนี้นะ แม้จะได้พระเอกมาดดุอย่างอีจองแจมารับบทนำแถมยังกำกับเองด้วย ซึ่งเนื้อเรื่องเข้มข้นตั้งแต่เปิดตัวรวมถึงดนตรีประกอบที่เริ่มบิ๊วคนดู แต่มันก็แค่นั้น เพราะเอาเข้าจริง ๆ ฉากแอ็คชั่นไม่ได้มีเยอะเวอร์วังอะไรถ้าเทียบกับเวลาที่หนังฉาย 2 ชม. นิด ๆ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญถ้าเนื้อเรื่องชวนน่าติดตาม เพราะ เนื้อเรื่องเล่นประเด็นเรื่องการเมืองและอุดมการณ์เป็นหลัก แม้จะมีฉากสืบสวนเข้ามาควบคู่กับแอ็คชั่น แต่ผมกลับรู้สึกไม่อินเลย แถมหนังยังดูเข้าใจยากอีกด้วยเพราะมีตัวละครโผล่มาเยอะและบางตัวละครก็ไม่จำเป็นต้องมีให้คนดูงงเล่นเลย พอดูไปเรื่อย ๆ ยิ่งเริ่มไม่อิน บวกกับฉากแอ็คชั่นสไตล์ยิงกันสะบั้นหั่นแหลก แถมด้วยระเบิดภูเขา เอ้ยระเบิดเมืองที่เหมือนหนังแอ็คชั่นทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้ขายไอเดียอะไรเลย ยิ่งทำให้รู้สึกเฉย ๆ แถมฉากหักมุมพลิกไปมาก็ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลสักเท่าไร แต่ใครที่จะไปดูอย่าเพิ่งคิดว่าหนังจะแย่เลยซะทีเดียวถ้าคุณชอบหนังแนวแอ็คชั่นการเมือง พลิกไปพลิกมาเชือดเฉือนบทบาทกัน ก็ลองเข้าไปรับชมกันครับ

คะแนนส่วนตัว 3/5

ตัวอย่าง


รีวิวโดย A.L. Lucky

ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Artist Studio รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Day shift (2022) งานต้องล่า

 


               Dayshift (2022) งานต้องล่า เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นคอมเมดี้แนวแวมไพร์จากอเมริกาที่กำกับโดย J.J. Perry ในผลงานการกำกับเรื่องแรกของเขา โดยมีบทภาพยนตร์โดย Tyler Tice และ Shay Hatten โดยอิงจากเรื่องโดย Tice นำแสดงโดย Jamie Foxx, Dave Franco, Natasha Liu Bordizzo, Meagan Good, Karla Souza, Steve Howey, Scott Adkins และ Snoop Dogg ซึ่งมีกำหนดเข้าฉาย 12 สิงหาคม 2022 โดย Netflix

               งานล่าแวมไพร์ที่มีเงินเป็นเดิมพัน โดยต้องหาเงินมาให้ทันก่อนกำหนด เพื่อครอบครัวของเขา

               เรื่องราวของ บัด จาบลอนสกี้ นักล่าแวมไพร์ที่รับจ้างทำความสะอาดสระบังหน้าไม่ให้ครอบครัวรู้ โดยต้องหาเงินค่าเทอมที่ต้องจ่ายภายในวันจันทร์ในราคาห้าพันเหรียญและค่าดัดฟันเนื่องจากฟันซ้อนกันของเพจ ลูกสาว เขาจึงรับปากว่าจะหาเงินมาให้ทันไม่งั้นโจส ภรรยา จะพาเพจลงใต้ไปฟลอริดา โดยเขาได้เอาของที่หามาได้อย่างฟันของแวมไพร์มาเรเซดา สำนักงานเงินกู้ เพื่อให้ทรอยประเมินค่าของ แต่กลับยังได้เงินมาไม่มากพอ จึงได้ขอความช่วยเหลือจากบิ๊กเจ (บิ๊กจอห์น) ให้เข้าไปทำงานในสมาพันธ์อีกครั้งหลังจากสร้างความวุ่นวายจนถูกพักงานโดยเขาได้ทำงานในกะกลางวันซึ่งเป็นโอกาสสุดท้าย โดย ซีเกอร์ ให้ เซธ คอยจับตาดูเขาทุกย่างก้าวเพื่อที่จะได้เลื่อนตำแหน่งแทนที่แครอล แต่แล้วก็มี ออดรีย์ แวมไพร์ตัวอื่นที่ต้องการครองแวลลีย์ออกตามล่าเขา เพื่อแก้แค้นเขาที่ได้ฆ่าลูกของเธอ

               เป็นหนังแอ็คชั่นคอมมาดี้ที่สอดแทรกตลอดทั้งเรื่อง โดยเปิดเรื่องฉายถึงตัวละครที่ทำงานก่อนที่จะไปล่าแวมไพร์ ซึ่งแวมไพร์ทำได้โหดน่าสนใจดีตัวเดียวเล่นงานยากมาก จัดฉากแอ็คชั่นตั้งแต่ช่วงเปิดเรื่องเลย ซึ่งก็ทำได้สนุกชวนลุ้นเอาใจช่วยตัวละคร แต่หลังจากนั้นแวมไพร์ตายง่ายไปหน่อย จากนั้นก็ตัดเข้าเรื่องฉายถึงตัวละครอื่นเพิ่มเติม โดยเริ่มจากฉายถึงตัวละครแวมไพร์ก่อนและฉายถึงตัวละครหลัก ซึ่งช่วงแรกจะเป็นการปูที่มาที่ไปของตัวละคร พร้อมกับการทำงานหาเงินไปเรื่อย จากนั้นก็ได้ฉายถึงตัวละครแวมไพร์ในช่วงแรกอีกครั้งซึ่งมีพลังความสามารถมากกว่าแวมไพร์ในช่วงเปิดเรื่อง แต่หลังจากช่วงเข้าเรื่องเป็นต้นมากลับยังไม่มีฉากแอ็คชั่นล่าแวมไพร์เลย เน้นไปที่การหาเงินมากกว่า แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ค่อย ๆ พูดถึงเรื่องแวมไพร์และออกล่าแวมไพร์อีกครั้ง ซึ่งก็จะเน้นไปที่การล่าแวมไพร์ จัดเต็มฉากแอ็คชั่นแทบทั้งเรื่อง ซึ่งมีฉากโหดบ้าง ดูลงทุนดี โดยแวมไพร์มีหลายประเภทและมีทั้งตัวดีกับไม่ดี รวมทั้งฉายถึงแวมไพร์ที่ออกตามล่าตัวละครหลักเป็นช่วง ๆ โดยช่วงครึ่งเรื่องจะมีตัวละครอื่นมาช่วยล่าแวมไพร์ด้วย ซึ่งฝีมือดีไม่แพ้ตัวละครหลักเลย มีพูดอ้างอิงถึงหนังแวมไพร์เรื่องอื่นด้วย ช่วงท้ายเรื่องจะเป็นการช่วยครอบครัวที่มีตัวละครอื่นมาช่วย่นเดิม 

คะแนนส่วนตัว 6.5/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต 87Eleven Entertainment รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3


วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Prey (2022)

 


            Prey (2022) เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นสยองขวัญแนวไซไฟแนวสยองขวัญอเมริกันในที่กำกับโดย Dan Trachtenberg เขียนโดย Patrick Aison จากแฟรนไชส์ ​​Predator โดย Jim Thomas และ John Thomas เป็นภาคที่ห้าในแฟรนไชส์และเป็นพรีเควลของภาพยนตร์สี่เรื่องแรก นำแสดงโดย Amber Midthunder, Dakota Beavers, Michelle Thrush, Stormee Kipp, Julian Black Antelope และ Dane DiLiegro การพัฒนาภาพยนตร์เริ่มขึ้นในระหว่างการผลิต The Predator (2018) เมื่อโปรดิวเซอร์ John Davis ได้รับการติดต่อจาก Trachtenberg และ Aison ด้วยแนวคิดที่พวกเขาพัฒนามาตั้งแต่ปี 2016 ชื่อของภาพยนตร์ถูกเปิดเผยว่าเป็นภาคที่ 5 ในแฟรนไชส์ Prey ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ San Diego Comic-Con เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2022 และได้รับการเปิดตัวโดย 20th Century Studios ในฐานะภาพยนตร์ต้นฉบับ Hulu ในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2022

              อสูรกายเคยมาที่นี่เมื่อนานมาแล้วและตอนนี้มันได้กลับมาอีกครั้ง เพื่อล่าเหยื่อที่เป็นนักล่าที่แข็งแรงที่สุด เรื่องราวของ นารู นักรบเผ่า Comanche ที่อยากล่าสิ่งที่กำลังตามล่า แต่ในขณะที่กำลังตามหา พูฮี ที่หายตัวไป พร้อมกับ ชารี สุนัขแสนรู้คู่ใจและคนอื่น ๆ ก็ได้เจอกับ พูฮี แต่เขาได้รับบาดเจ็บ พวกเขาจึงคิดว่าเป็นฝีมือของสิงโต แต่เธอกลับคิดตรงข้าม เนื่องจากสงสัยว่าทำไมพูฮีไม่ตาย มีอะไรบางอย่างทำให้สิงโตกลัวจนหนีออกจากถ้ำ รวมทั้งเจอศพงูที่ถูกถลกหนังและถูกควักไส้ออกมา รอยเท้าขนาดใหญ่ที่ยืนด้วยขาหลัง เธอจึงรีบไปเตือน ทาเบ พี่ชาย แต่พวกเขากลับไม่เชื่อได้พากันไปล่าสิงโตจนสำเร็จและได้ฉลองกันด้วยความดีใจ เธอจึงต้องหาทางพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าคือตัวอะไร โดยการตามหาสิ่งนั้นให้เจอและในที่สุดก็ได้เจอ มันเหมือนอสูรกายตัวใหญ่

             เป็นหนังแนวย้อนยุคที่เน้นสถานที่ในป่า โดยเปิดเรื่องฉายถึงตัวละครหลักที่กำลังฝึกฝนการต่อสู้และล่าสัตว์ก่อนตัดเข้าเรื่อง โดยค่อย ๆ ฉายถึงตัวละครอื่นเพิ่มเติมก่อนฉายถึงยานลึกลับที่เข้ามายังโลกและเงาล่องหนของบางอย่างที่เริ่มฆ่าเหยื่อและทำร้ายผู้คน ซึ่งฉากฆ่าก็มีโหดบ้าง โดยเหยื่อก็จะเน้นไปที่ผู้ล่า รวมทั้งการมองสิ่งต่าง ๆ ผ่านความร้อน โดยช่วงแรกตัวละครยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใครและยังไม่เจอสิ่งนั้น ซึ่งจะค่อย ๆ ฉายถึงร่องรอยบางอย่างที่เริ่มบ่งบอกว่าเป็นตัวอะไรและค่อย ๆ เปิดเผยให้เห็นทีละน้อย บางช่วงค่อนข้างมืดไปหน่อย แต่สำหรับคนที่เคยดูหนังที่มีพรีเดเตอร์ย่อมรู้แน่นอนว่าคือตัวอะไร จุดนี้จึงไม่ได้ชวนติดตามไปกับตัวละครในการหาคำตอบเท่าไหร่ จากนั้นจะฉายถึงตัวละครที่ตามหานักล่าตัวจริง ซึ่งช่วงนี้จะเน้นฉายตัวละครหลักคนเดียว ซึ่งในระหว่างการตามหาก็เจออุปสรรคต่าง ๆ ให้ชวนลุ้นบ้างและก็มีสุนัขที่เป็นตัวสร้างสีสันเพิ่มเติม จนช่วงกลางเรื่องตัวละครถึงจะเจอกับพรีเดเตอร์และเริ่มต่อสู้กัน เริ่มมีฉากแอ็คชั่นมากขึ้น ซึ่งช่วงท้ายเรื่องจะมีคนกลุ่มอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งพรีเดเตอร์มีตัวเดียว แต่ฝีมือเหนือกว่านักล่าทั้งหมด ส่วนตัวละครหลักก็เก่งดี 

คะแนนส่วนตัว 6/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก 20th Century Studios รูปหน้าปกที่ 1


วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564

รีวิวหนัง The King’s Man (2021) คิงส์แมน กำเนิดโคตรพยัคฆ์

 


            The King’s Man (2021) คิงส์แมน กำเนิดโคตรพยัคฆ์ เป็นภาพยนตร์แอคชั่นสายลับที่กำกับโดย Matthew Vaughn จากบทภาพยนตร์โดย Vaughn และ Karl Gajdusek เรื่องราวโดย Vaughn ซึ่งเป็นภาคที่ 3 ของภาพยนตร์ซีรีส์ Kingsman ที่สร้างจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง The Secret Service โดย Mark Millar และ Dave Gibbons โดยเป็นภาคก่อนของ Kingsman: The Secret Service ปี 2014 และ Kingsman: The Golden Circle ในปี 2017 นำแสดงโดย Ralph Fiennes ที่ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในผู้อำนวยการสร้างบริหารของภาพยนตร์เรื่องนี้ ร่วมด้วย Gemma Arterton, Rhys Ifans, Matthew Goode, Tom Hollander, Harris Dickinson, Daniel Brühl, Djimon Hounsou และ Charles Dance ในหลายเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และการเกิดขององค์กร Kingsman ออกฉายในวันที่ 22 ธันวาคม 2021 ในสหรัฐอเมริกา และในวันที่ 26 ธันวาคม 2021 ในสหราชอาณาจักร โดย 20th Century Studios ล่าช้าหลายครั้งจากวันที่วางจำหน่ายเดิมในเดือนพฤศจิกายน 2021 เนื่องมาจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 

           เรื่องราวของ คอนราด ลูกชายของ เอมิลี่ และ ออร์ลันโด ขุนนางชาวอังกฤษ ดยุคแห่งอ็อกซ์ฟอร์ด ที่อุปถัมภ์ให้กับกาชาดช่วยเหลือผู้คน ต้องสูญเสียแม่ไปหลังจากถูกลอบโจมตีของมือปืนโบเออร์ เมื่อไปเยี่ยมค่ายกักกันในแอฟริกาใต้ระหว่างสงครามโบเออร์ โดยก่อนตายผู้เป็นแม่ได้ฝากฝังลูกชายกับพ่อว่าให้ปกป้องลูกจากโลกใบนี้และอย่าให้เขาต้องเห็นสงครามอีก แต่เมื่อเขาโตมาก็อยากรับใช้ชาติเข้าร่วมสงครามแนวหน้า เพื่อไม่อยากให้ผู้คนเหยียดหยาม และเขาก็ได้รับแจ้งเรื่องอุบายของ กริกอรี รัสปูติน ผู้ลึกลับชาวรัสเซีย ที่ปรึกษาหลวงพ่อของซาร์นิโคลัสแห่งรัสเซียโดย เฟลิกซ์ ยูซูปอฟ ลูกพี่ลูกน้องของเขา ดังนั้นเขา, ออร์ลันโด, โซล่า และ พอลล่า จึงรีบมุ่งหน้าไปยังรัสเซียเพื่อจัดการกับกริกอรี รัสปูติน และในที่สุดเขาก็ได้รับมอบหมายให้เป็นทหารกองทหารรักษาการณ์ตามความปรารถนาของพ่อเขา แต่ไม่นานเขาก็ได้รับคำสั่งให้กลับลอนดอน ซึ่งเขายังไม่อยากกลับจึงได้ส่งหมวดแลนซ์ คอร์ปอรัล อาร์ชี รีด สมาชิกของ Black Watch กลับไปแทนเขา หลังจากนั้นก็อาสาทำภารกิจเอาข้อมูลจากสายลับชาวอังกฤษที่ดินแดนโน-แมน ซึ่งเป็นหลักฐานที่ทำให้อเมริกาเข้าร่วมสงคราม เขาจะทำภารกิจสำเร็จหรือไม่

            เป็นหนังแอคชั่นที่ผสมผสานช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งตัวละครในเรื่องค่อนข้างเยอะและบางคนเป็นบุคคลที่มีจริงในประวัติศาสตร์สมัยสงครามโลก ถ้าไม่ตั้งใจดูอาจค่อนข้างสับสนไม่เข้าใจ แต่บางส่วนก็มีพูดถึงในเรื่องบ้างอย่าง ลูกพี่ลูกน้องสามคนที่โตมาเป็นจักรพรรดิวิลเลน แห่งเยอรมัน โดยคนแรกคือ ซาร์นิโคลัส แห่งรัสเซีย, พระเจ้าจอร์จ แห่งอังกฤษ และ ไกเซอร์ วิลเฮล์ม แห่งเยอรมัน โดยยายของพวกเขาคือราชินีวิคตอเรีย โดยเป็นภาคก่อนหรือต้นกำเนิด ซีรีส์ Kingsman โดย KingsMan หมายถึง ชื่อร้านตัดเสื้อ ที่ตอนหลังได้ถูกซื้อมาเป็นสถานที่รุ่นก่อตั้งของกลุ่มองค์กรลับคิงส์แมน หน่วยข่าวกรองที่ไม่ขึ้นตรงกับใคร โดยเปิดเรื่องฉายถึงแอฟฟริกาใต้ ปี 1902 ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวละครยังเด็กอยู่ ก่อนที่จะเสียแม่ไป หลังจากนั้นก็ตัดมาที่ช่วง 12 ปีต่อมา เป็นช่วงที่ตัวละครโตแล้ว จากนั้นก็ตัดมาฉายถึงกลุ่มตัวร้ายลึกลับที่อ้างเป็นคนเลี้ยงแกะ โดยไม่ได้ฉายให้เห็นหน้าของตัวหัวหน้ากลุ่มเลย แต่มาเปิดเผยหน้าเอาช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งก็หักมุมแบบคิดไม่ถึง โดยตัวร้ายกลุ่มนี้จะคอยสอดแทรกเข้าไปเป็นสายลับเหมือนเป็นตัวที่จุดชนวนสงครามขึ้นด้วยการลอบสังหาร ดยุคฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ และนำรัสเซียออกจากสงคราม เพื่อให้เยอรมันทำลายล้างอังกฤษได้อย่างเต็มที่ ส่วนฝ่ายอังกฤษก็มีสายลับสอดแทรกเช่นกัน เพื่ออยากให้รัสเซียกับประธานาธิบดีวิลสันของอเมริกาเข้าร่วมช่วยสงครามต่อต้านเยอรมัน ซึ่งในระหว่างที่หนังอัดแน่นไปด้วยเนื้อหา ก็ได้สอดแทรกฉากตลก ๆ น่ารักของตัวละครให้ฮาบ้าง มีช่วงดราม่าบ้าง ซึ่งก็ทำได้ซึ้งดี มีฉากสงครามและฉากแอคชั่นสอดแทรกบ้าง โดยเฉพาะช่วงท้าย ๆ เรื่อง ที่ทำได้สนุกชวนลุ้นดี ฉากสถานที่ในบางจุดดูสวยดี การใช้ตัวละครก็ใช้ได้สมบทบาท แต่แอบเสียดายที่ตัวละครบางคนไปเร็วแบบผิดคาดไปหน่อย ทำให้หลังจากนั้นสีสันของเรื่องดูลดลงไปบ้าง ซึ่งก็จบได้ดี

คะแนนส่วนตัว 7/10

ตัวอย่าง



ขอบคุณภาพจาก 20th Century Studios รูปหน้าปกที่ 1 

 

ป้ายกำกับ