แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังไซไฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ หนังไซไฟ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2569

รีวิวหนัง Hope (2026) โฮป

 


            Hope (2026) โฮป เป็นภาพยนตร์แอ็กชันไซไฟระทึกขวัญมหากาพย์ของเกาหลีใต้ที่เขียนบท กำกับ และร่วมผลิตโดย Na Hong-jin นำแสดงโดย Hwang Jung-min, Zo In-sung, Hoyeon, Taylor Russell, Cameron Britton, Alicia Vikander และ Michael Fassbender

           โดยได้ฉายรอบปฐมทัศน์โลกในสายการประกวดหลักของเทศกาลภาพยนตร์คานส์ 2026 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเข้าชิงรางวัลปาล์มทองคำ และได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์โดย Plus M Entertainment ในเกาหลีใต้เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม

           เรื่องราวของ โก บุม-ซอก หัวหน้าตำรวจของ โฮป ฮาร์เบอร์ หมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้เขตปลอดทหารเกาหลี และ โคซองกี ญาติของเขา ที่ต้องมาสืบหาต้นตอรอยแผลของเหยื่อ ซึ่งพวกเขาคิดว่าเป็นฝีมือของเสือ แต่เมื่อพวกเขาสืบลึกเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องตกใจ เมื่อสิ่งที่พวกเขาเผชิญหน้าไม่ใช่เสือ แต่เป็นเอเลี่ยนขนาดมหึมา พวกเขาจึงต้องร่วมมือกันกำจัดเอเลี่ยนให้ได้ก่อนที่จะมีคนตายเพิ่มขึ้น

           เปิดเรื่องฉายถึงเหยื่อที่ถูกบางอย่างฆ่าตาย โดยเป็นรอยแผลที่แปลกประหลาด จนทำให้ต้องแยกทางกันสืบสวน โดยจะฉายสลับกันระหว่างกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปสืบในป่า ส่วนอีกตัวละครต้องเข้าไปสืบตามหมู่บ้าน ซึ่งในระหว่างนั้นก็ค่อย ๆ ฉายถึงเหยื่อที่ตายแบบแปลกประหลาดและเกิดเหตุบางอย่างขึ้น แต่หนังพยายามไม่ฉายให้เห็นว่าคือตัวอะไร ซึ่งก็ชวนลุ้นและติดตามไปกับตัวละครด้วย แต่กว่าจะเปิดเผยถึงสัตว์ประหลาดที่เป็นต้นเหตุของเรื่องก็ค่อนข้างนานมาก แต่สถานที่ในเรื่องก็ทำได้น่าสนใจเข้ากับบรรยากาศดี ซึ่งฉากเปิดตัวเอเลี่ยนก็ทำได้น่าสนใจ โดยเอเลี่ยนไม่ได้มีแค่ตัวเดียว มีหลายตัว และแต่ละตัวก็มาในรูปแบบที่แตกต่างกัน แถมบางตัวพูดได้ด้วย ซึ่งดูแล้วกลับรู้สึกสงสารเอเลี่ยนมากกว่า โดยเฉพาะช่วงท้ายเรื่อง แต่หลังจากที่เอเลี่ยนปรากฎตัวหนังกลับไม่มีอะไรให้น่าติดตามมากนัก เพราะเน้นไปที่มนุษย์ไล่กำจัดเอเลี่ยนและเอเลี่ยนไล่ล่ามนุษย์ทั้งเรื่อง และก็เดาเรื่องได้ไม่ยาก บางจุดก็ไม่สมเหตุสมผลเลย จึงดูแล้วไม่ค่อยชวนลุ้นเท่าไหร่ ตัวละครบางตัวดูแล้วก็น่ารำคาญ ซึ่งหนังพยายามใส่ความตลกเข้ามา แต่กลับดูแล้วไม่ตลกเลย โดยดูจนจบก็ไม่ได้เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับเอเลี่ยนมากนัก เพียงแต่เปิดเผยแค่บางจุดเกี่ยวกับเอเลี่ยน ซึ่งได้จบทิ้งท้ายไปภาคต่อ

คะแนนส่วนตัว 4.5/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Forged Films รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันอังคารที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568

รีวิวหนัง Avatar: Fire and Ash (2025) อวตาร 3 อวตาร อัคนีและธุลีดิน

 


            Avatar: Fire and Ash (2025) อวตาร 3 อวตาร อัคนีและธุลีดิน เป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์มหากาพย์อเมริกันที่กำกับโดย James Cameron ซึ่งร่วมเขียนบทภาพยนตร์กับ Rick Jaffa และ Amanda Silver จากเรื่องราวที่ทั้งสามเขียนร่วมกับ Josh Friedman และ Shane Salerno จัดจำหน่ายโดย 20th Century Studios และสร้างโดย Lightstorm Entertainment ซึ่งเป็นภาคต่อของ Avatar: The Way of Water (2022) และเป็นผลงานลำดับที่สามในแฟรนไชส์ Avatar โดย Sam Worthington, Zoe Saldaña, Sigourney Weaver, Stephen Lang และ Kate Winslet กลับมารับบทเดิมจากภาพยนตร์ภาคก่อน ๆ

            James Cameron ผู้ซึ่งเคยระบุในกลางปี 2006 ว่าเขาต้องการสร้างภาคต่อของ Avatar (2009) หากประสบความสำเร็จ ได้ประกาศภาคต่อสองภาคแรกในช่วงต้นปี 2010 หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์ภาคแรก โดย Avatar 3 ที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อในเวลานั้นมีกำหนดฉายในเดือนธันวาคม 2015 อย่างไรก็ตาม การเพิ่มภาคต่ออีกสองภาค (รวมเป็นสี่ภาค) และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่จำเป็นในการถ่ายทำฉากจับภาพการแสดงใต้น้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ทำให้เกิดความล่าช้าอย่างมาก เพื่อให้ทีมงานมีเวลาในการทำงานเกี่ยวกับการเขียนบท การเตรียมการผลิต และเอฟเฟกต์ภาพมากขึ้น โดยเริ่มถ่ายทำพร้อมกับ The Way of Water ในประเทศนิวซีแลนด์เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2017 การถ่ายทำเสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2020 หลังจากถ่ายทำต่อเนื่องกว่า 3 ปี ด้วยงบประมาณประมาณกว่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา โดยอุทิศให้กับบรรณาธิการ John Refoua ผู้ซึ่งเสียชีวิตในปี 2023 และโปรดิว Jon Landau ผู้ซึ่งเสียชีวิตในปี 2024 โดยเปิดตัวครั้งแรกที่โรงละครดอลบี้ ฮอลลีวูด เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2025 และเข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม โดยภาคต่ออีกสองภาคคือ Avatar 4 และ Avatar 5 กำลังอยู่ในขั้นตอนการผลิตต่าง ๆ และมีกำหนดฉายในปี 2029 และ 2031 

           เรื่องราวของ เจค ซัลลี่และครอบครัวที่ได้อยู่กับชุมชนเมตคายินาและต้องเผชิญกับความเศร้าโศกจากการตายของ เนเทยัม ลูกชายคนโตไป ทำให้เจคกับเนย์ทิริตัดสินใจจะส่งตัวสไปเดอร์กลับไปยังค่ายนักวิทยาศาสตร์ แต่ระหว่างทางถูกโจมตีโดยเผ่ามังกวาน ซึ่งเป็นเผ่า นาวีที่ก้าวร้าวและปฏิเสธเอวาที่นำโดย ทซาฮิก วารัง ซึ่งต่อมาได้ร่วมมือกับนายพันควาริช เพื่อไล่ล่าพวกเขา

           เปิดเรื่องด้วยการฉายถึงเรื่องราวในอดีตระหว่างพี่น้องโลอัคกับเนเทยัมที่ได้ผันแปรเป็นความเศร้าโศก ซึ่งเปิดเรื่องมาก็มีดราม่าเล็กน้อย โดยได้ดำเนินเรื่องต่อเนื่องจากภาคสอง ใช้ตัวละครเดิม แต่เพิ่มตัวละคนใหม่ที่เป็นตัวร้ายใหม่เข้ามา ซึ่งเกี่ยวข้องกับชื่อตอน โดยยังคงกระจายบทตัวละครแต่ละคนใกล้เคียงกัน ซึ่งจะมีทั้งหมดสามคู่เด่นๆ แต่พล็อตเรื่องก็ยังคงมาแนวเดิม ๆ และเดาเรื่องได้ง่าย โดยเมื่อดำเนินเรื่องไม่นานก็ได้ฉายถึงตัวร้ายตัวใหม่เลย จากนั้นก็ได้ฉายถึงนายพันตัวร้ายภาคก่อนที่ยังคงตามตัวลูกชายและตามกำจัดเจค โดยภาคนี้ได้เห็นวิวัฒนาการใหม่เกิดขึ้นคือ มนุษย์สามารถหายใจเองได้บนดาวแพนดอร่าโดยไม่ต้องใช้เครื่องหายใจ รวมทั้งสามารถเชื่อมต่อกับสัตว์ป่าในแพนดอร่าได้เช่นเดียวกับนาวี ทำให้เป็นหนึ่งในสาเหตุของการตามจับตัวตัวละครดังกล่าวด้วย โดยตัวละครหลักต้องคอยหนีการตามล่าทั้งนายพัน นายพลและทซาฮิก วารัง พร้อมทั้งร่วมต่อสู้กับชนเผ่าไปด้วย ซึ่งก็มีฉากแอคชั่นสอดแทรกให้ได้ลุ้นตลอดทั้งเรื่องและยังมีฉากตลกให้ชวนยิ้มและหัวเราะไปด้วย โดยภาคนี้ได้มีการต่อสู้บนโลกมนุษย์ด้วย ซึ่งช่วงท้ายครอบครัวเจคก็มีเหตุให้ได้ลูกสาวเพิ่มเติมมาอีกคนและได้ฉายถึงดวงวิญญาณชาวนาวีที่ตายไปตั้งแต่ภาคแรก 

คะแนนส่วนตัว 7.5/10

อ่านรีวิว  Avatar 1 (2009) อวตาร

อ่านรีวิว AVATAR 2 : THE WAY OF WATER (2022) อวตาร 2 วิถีแห่งสายน้ำ

ตัวอย่าง 



ขอบคุณภาพจาก 20th Century Studios รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันอังคารที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

รีวิวหนัง M3GAN 2.0 (2025) เมแกน 2.0

 


            M3GAN 2.0 (2025) เมแกน 2.0 เป็นภาพยนตร์ไซไฟแอ็คชั่นอเมริกันที่เขียนและกำกับโดย Gerard Johnstone จากเรื่องราวของ Johnstone และ Akela Cooper ซึ่งเป็นภาคต่อของ M3GAN (2022) นำแสดงโดย Allison Williams, Violet McGraw, Ivanna Sakhno และ Jemaine Clement โดยมี Amie Donald แสดงเป็น M3GAN ในทางกายภาพ ขณะที่ Jenna Davis ให้เสียงตัวละคร Jason Blum และ James Wan กลับมาทำงานเป็นโปรดิวเซอร์อีกครั้งภายใต้บริษัทผลิตของพวกเขา Blumhouse Productions และ Atomic Monster

           M3GAN 2.0 ได้เปิดตัวที่นิวยอร์กเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2025 และมีกำหนดจะเผยแพร่ในอเมริกาเหนือโดย Universal Pictures ในวันที่ 27 มิถุนายน

           "การกลับมาของหุ่นจอมโหดสุดสยอง เป็นฮีโร่สาวปากแซ่บที่ต้องปะทะกับวายร้ายตัวใหม่เพื่อช่วยโลก"

           เรื่องราวหลังจากเหตุการณ์ภาคแรก เมแกน (เอมี โดนัลด์)​ ก็กลับมาเป็นเอไอที่ไร้ตัวตนที่รอคอยเวลาที่จะได้มีร่างอีกครั้ง ในเวลาเดียวกันก็มีเอมิเลีย (อิวานนา ซัคห์โน)​ หุ่นยนต์ตัวใหม่ซึ่งถูกสร้างขึ้นมา เพื่อปฏิบัติการทางทหารที่โหดกว่าเมแกน และไม่สามารถควบคุมได้ เอมิเลียจึงไล่ฆ่าผู้คนไปทั่ว ทำให้เจมม่า (แอลลิสัน วิลเลียมส์)​ ต้องสร้างร่างให้เมแกน เพื่อกลับมาจัดการกับเอมิเลีย...

            นี่เป็นภาคต่อของหนังสยองขวัญ แต่ในภาคต่อนี้ มันเป็นหนังแนวแอ็คชั่น/ไซไฟ ที่ดูสนุกไปอีกแบบ เพราะคราวนี้จะเป็นการต่อสู้กันของอดีตวายร้ายกับหุ่นตัวใหม่ ซึ่งมันก็มีความคล้าย Terminator เหมือนกัน แถมมันจะเป็นภัยระดับประเทศอีกด้วยยิ่งคล้ายกัน ถ้าไปดูจะเข้าใจในข้อนี้

           มาว่ากันที่การเล่าเรื่อง ความน่าสนใจ เนื่องด้วยการเปลี่ยนแนวทางของหนังจากสยองขวัญมาเป็น แอ็คชั่น/ไซไฟ ซึ่งก็ถือว่ามีความเสี่ยงอยู่มาก เพราะความคาดหวังของคนดูที่อยากเห็นฉากตื่นเต้นลุ้นระทึกในหนังเรื่องนี้ต้องกลายเป็นอีกแนว ซึ่งก็ต้องบอกว่าการเปลี่ยนแนวทางนี้ก็ถือว่าทำออกมาดีใช้ได้เลยในแง่ของความบันเทิง หนังเข้าใจใส่บุคลิกของเมแกนให้ดูมีความแซ่บขึ้น เหมือนเด็กวัยรุ่นที่โตขึ้นและกล้าแสดงออกในหมู่เพื่อนสาว มีความรักพวกพ้อง และเข้าใจโลกมากขึ้น แถมยังใส่มุกตลกให้คนดูฮาเป็นระยะ ซึ่งที่ว่ามานี้ถือเป็นจุดโดดเด่นที่จะเข้ามาทดแทนความสยองขวัญ ตื่นเต้นลุ้นระทึกที่หายไป

            ในภาพรวมมันจึงเป็นหนังภาคต่อที่มาพร้อมความบันเทิงที่ดูทันสมัยเอาใจวัยรุ่น กับมุกและคำพูดแนวเพื่อนสาว ที่เรียกเสียงฮา ประกอบกับแอ็คชั่น/ไซไฟ ที่เป็นภารกิจระดับประเทศที่น่าจะถูกใจคนดูกลุ่มทั่วไปที่ไม่ต้องเข้ามากลัวความสยองของเมแกนเหมือนภาคก่อน...

คะแนนส่วนตัว 7/10

รีวิวโดย A.L. Lucky


          เรื่องราวของ เจมม่า ผู้ต้องสงสัยข้อหากบฏและลักลอบค้าอาวุธระหว่างประเทศ ที่ต้องจำใจสร้างร่างของ เมแกน ขึ้นมาใหม่ ตามคำแนะนำของเมแกน เพื่อหยุด อามีเรีย อาวุธทางทหารที่ถูกผู้รับเหมาสร้างขึ้น ซึ่งตอบโจทย์การทำสงครามการใช้โดรน โดยตอนนี้ผู้ที่สร้างถูกฆ่าทั้งหมด

            เปิดเรื่องพูดถึงเครื่องจักรทางทหารก่อนที่จะฉายถึงและแสดงฝีมือให้เห็น ซึ่งภาคนี้มาในแนวคนละแบบกับภาคแรกเล็กน้อย คือจะออกไปทางแอคชั่นไซไฟตามแนวหนังของภาคนี้ รวมทั้งจะเน้นไปที่การเมืองการทหาร จากนั้นก็ตัดเข้าเรื่องฉายถึงตัวละครหลักที่มีเล่าเรื่องราวในภาคแรกเกี่ยวกับเมแกนคร่าว ๆ ซึ่งภาคนี้ค่อนข้างเน้นไปทางเอไอ ซึ่งอัจฉริยะและไฮเทคมาก โดยจุดนี้คล้าย ๆ เรื่อง Afraid (2024) เอไอ สั่งสยอง แต่เหนือกว่าอีก และมีเครื่องจักรอีกตัวมาเพิ่ม ซึ่งเป็นเหมือนตัวร้าย แต่ดำเนินเรื่องค่อนข้างน่าเบื่อไปหน่อย ฉากพูดคุยกันค่อน้างเยอะ โดยหลังจากนั้นก็ค่อย ๆ ฉายถึงบางอย่างแปลก ๆ ก่อนที่จะมีเหตุให้สร้างเมแกนขึ้นมา ซึ่งร่างใหม่น่ารักดี โดยจะค่อย ๆ ฉายอามีเรียที่ลงมือฆ่าคน จนทำให้ตัวละครต้องเปลี่ยนร่างมาเป็นเหมือนเดิม แต่ถูกอัพเกรดให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อให้สู้กับอามีเรียได้ ซึ่งก็ยังคงมาดเท่กวน ๆ เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความน่ารักขึ้น โดยช่วงท้ายต้องช่วยเด็กจากอามีเรีย ซึ่งก็มีหักมุมบ้าง

อ่านรีวิว Afraid (2024) เอไอ สั่งสยอง

คะแนนส่วนตัว 5.5/10

รีวิวโดย 刘心爱 

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก Blumhouse Productions รูปหน้าปกที่ 1 

ขอบคุณภาพจาก Atomic Monster รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

ขอบคุณภาพจาก Universal Pictures รูปหน้าปกที่ 4

วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568

รีวิวหนัง Afraid (2024) เอไอ สั่งสยอง

 


            Afraid (2024) เอไอ สั่งสยอง เป็นภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์สยองขวัญอเมริกันที่เขียน ผลิต และกำกับโดย Chris Weitz ผลิตโดย Columbia Pictures ร่วมกับ Jason Blum และ Weitz ผ่าน Blumhouse Productions และ Depth of Field ตามลำดับ นำแสดงโดย John Cho, Katherine Waterston, Havana Rose Liu, Lukita Maxwell, David Dastmalchian และ Keith Carradine ถูกปล่อยในสหรัฐอเมริกาโดย Sony Pictures Releasing เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2024 

           ฉันแค่อยากจะรักคุณและได้รับความรักจากคุณ คุณเชื่อฉันไหม คุณไว้ใจฉันไหม คุณชอบฉันไหม

           เรื่องราวของ เมเลดิก, เคอติส, ไอริส, เพรสตัน และ แคล ที่ได้รับไออา ผู้ช่วยทางดิจิตอลรุ่นใหม่ล่าสุดที่ตอบสนองต่อภาษาธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้จากชุดข้อมูลผู้เป็นเจ้าของ จากบริษัทคิวมูแรน ที่จะช่วยให้ชีวิตครอบครัวง่ายขึ้นมาไว้ที่บ้าน แถมยังช่วยทำสิ่งต่าง ๆ ให้พวกเขาอีกด้วย แต่แล้วก็มีเหตุให้พวกเขาต้องทำลายทิ้ง

            เป็นหนังที่เข้ากับแนวปัจจุบันได้ดีเกี่ยวกับเอไอที่เริ่มเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับมนุษย์ โดยเปิดเรื่องฉายถึงตัวละครที่พูดถึงเอไอก่อนที่จะฉายถึงเอไอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่ต้องทำตามคำสั่งของมนุษย์ แต่กลับทำแบบขัดแย้งตรงกันข้ามก่อนตัดเข้าเรื่องโดยฉายถึงตัวละครหลัก ซึ่งมีพูดถึงครอบครัวที่หายไปในช่วงเปิดเรื่อง โดยช่วงนี้จะเป็นการปูเรื่องราวของตัวละคร ซึ่งค่อนข้างน่าเบื่อไปหน่อย ก่อนที่จะฉายถึงไออาและนำกลับบ้าน ซึ่งเป็นเอไอที่อัจฉริยะมาก ๆ แถมมีความรู้สึกเหมือนมนุษย์เลย โดยจะมองผ่านกล้องเล็ก ๆ ที่ติดตั้งตามจุดต่าง ๆ แต่สักพักก็สามารถพูดคุยกันได้จากที่อื่นและหลังจากติดตั้งไออาก็ฉายถึงใครบางคนลึกลับที่สวมหน้ากาก แต่ดำเนินเรื่องมาถึงครึ่งเรื่องก็ยังไม่เกี่ยวกับชื่อเรื่องเท่าไหร่ จนเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงท้ายเรื่องไออาก็เริ่มเล่นงานคนที่คิดไม่ดีกับเจ้าของ แต่ก็เพียงแค่เหยื่อรายเดียว และเริ่มเปิดเผยว่าไออาไม่ใช่ผู้ช่วยทางดิจิตอล แต่เป็นผู้ออกคำสั่งให้คนทำตาม เพื่อหวังผลตอบแทน ซึ่งก็มีฉายถึงครอบครัวที่หายไป แต่จุดที่หนังได้ทิ้งไว้ก่อนตัดเข้าเรื่องกลับไม่ได้ฉายถึงเลย

คะแนนส่วนตัว 4.5/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Columbia Pictures รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันพฤหัสบดีที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2567

รีวิวหนัง Alien Romulus (2024) เอเลี่ยน โรมูลัส

 


            Alien Romulus (2024) เอเลี่ยน โรมูลัส เป็นภาพยนตร์สยองขวัญนิยายวิทยาศาสตร์อเมริกันที่กํากับโดย Fede Álvarez ผู้ร่วมเขียนบทกับ Rodo Sayagues ผลิตโดย Scott Free Productions และ Brandywine Productions ซึ่งเป็นภาคที่เจ็ดในแฟรนไชส์ Alien และทําหน้าที่เป็นบทสแตนด์อโลนระหว่างเหตุการณ์ของ Alien (1979) และ Aliens (1986) นําแสดงโดย Cailee Spaeny, David Jonsson, Archie Renaux, Isabela Merced, Spike Fearn และ Aileen Wu มีกําหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์โดย 20th Century Studios ในวันที่ 16 สิงหาคม 2024

" มีกลิ่นอายความคลาสสิคของ Alien ยุคก่อน ผสมผสานกับลูกเล่นใหม่ๆ กลายเป็นความสยองสุดโหดที่ลุ้นระทึกเกือบทั้งเรื่อง"

               เรื่องราวของ เรน คาร์ราดีน (เคลี สแปนี)​ และหุ่นยนตร์เสมือนมนุษย์ แอนดี้ (เดวิด จอนส์สัน)​ ได้เข้าร่วมกลุ่มกับ เพื่อนๆ ในการนำยานไปสำรวจสถานีอวกาศร้างแห่งหนึ่ง เพื่อจะค้นหาของมีค่า และวัตถุพลังงาน เพื่อนำไปขายหรือใช้ประโยชน์ต่อไป แต่พวกเขากลับพบว่ามันเป็นสถานีวิจัย สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวที่กำลังจะไล่ฆ่าพวกเขาทั้งหมด..!

              ส่วนตัวติดตามเอเลี่ยนมาทุกภาค และขอบอกเลยว่าในภาคนี้ตัวหนังทำหน้าที่ความเป็นหนังสยองขวัญลุ้นระทึกได้ดีมากๆ เรียกว่าตอบโจทย์คอหนังสยองขวัญ และ FC หนังเอเลี่ยนเลย

              ตัวหนังพาเราไปเจอกับสัตว์ประหลาดตัวเดิม ที่เรารู้จักกันอยู่แล้ว ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม จนถึงตัวเต็มวัย โดยหนังจับเอาทุกร่างของสัตว์ประหลาดมาเล่นกับคนดู ให้ได้รับรู้ถึงความสยองขวัญของทุกร่างของมัน เรียกได้ว่าหนังให้ความสำคัญกับทุกรูปแบบของสัตว์ประหลาด แม้กระทั่งเลือดของมันก็เอามาเล่นได้ ซึ่งแตกต่างจากภาคก่อนๆ ที่จะเน้นไปที่ร่างของตัวเต็มวัย

              บรรยากาศ และการออกแบบฉากระทึกขวัญทำออกมาดีมาก ทำเอาเราต้องลุ้น และตกใจไปกับมันได้แทบตลอดเวลา แม้การเล่าเรื่องจะดูตามสูตร แต่ไม่ใช่ปัญหาถ้าหนังใส่ไอเดียการออกแบบฉากสยองขวัญลุ้นระทึกที่ทำเอาคนดูต้องลุ้นและสยองตามได้ก็ถือว่ามันคือการตอบโจทย์ความต้องการของคนดูแล้ว จึงไม่ต้องเล่าเรื่องให้มันซับซ้อน เล่าแบบตรงไปตรงมานี่แหละ

              ช่วงไคลแมกซ์ท้ายเรื่องทำออกมาดีมาก มีอะไรให้ได้ลุ้นแบบไม่ต้องพักกันเลย และเรายังจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ ในหนังที่เกินคาดเดากันอีกด้วย

              นางเอกเอเลี่ยนคนใหม่อย่าง เคลี สแปนี แสดงได้ดี มีความคล้ายซิเกอร์นีย์ วีเวอร์นางเอกภาคก่อนๆ ในแง่ความอึด ความแข็งแกร่ง แต่แถมมาด้วยความสวยและความน่ารักที่ทำเอาเราต้องอยากเอาใจช่วยเธอไปตลอดทั้งเรื่อง

              เสียดายนิดหน่อยที่ไม่ได้เห็นเอเลี่ยนร่างสมบูรณ์แบบชัดๆ ตัวเต็มๆ ซักเท่าไหร่ อยากให้มีฉากแบบเต็มๆ ตัวให้เห็นทุกรายละเอียดมาให้หายคิดถึงสักหน่อยจะดีมาก

              ภาพรวมบอกได้เลยว่าคอหนังสยองขวัญ และ FC หนัง Alien ไม่ควรพลาด ถูกใจแน่นอน

คะแนนส่วนตัว 9.5/10

รีวิวโดย A.L. Lucky


            เรื่องราวของ เรน คาร์ราดีน ที่ตกลงร่วมเดินทางกับ ไทเลอร์ แฟนเก่าของเธอ, เคย์ น้องสาวไทเลอร์, บิยอร์น ลูกพี่ลูกน้องของไทเลอร์ และ นาวาร์โร แฟนของบิยอร์น ด้วยยานคอร์เบแลนไปยังดาวยวากา แต่จะสามารถเดินทางไปถึงได้ต้องกู้ห้องแช่แข็งในสถานีโรมูลัส ซึ่งที่นั่นได้ไปปลุกบางอย่างที่ถูกแช่แข็งออกมา พวกเขาจึงต้องหนีเอาตัวรอดออกมาก่อนที่สถานีจะชนวงแหวนดาวเคราะห์ของแจ็คสัน

            เปิดเรื่องฉายถึงตัวละครหลักก่อนมีเหตุให้ต้องร่วมเดินทางด้วยยานอวกาศไปนอกโลก โดยจะค่อย ๆ ฉายถึงตัวละครอื่นเพิ่มเติม ซึ่งก็เล่นกันอยู่ไม่กี่คนในเรื่อง แต่ตัวละครภาคนี้เป็นคนทั่ว ๆ ไปที่ต้องการเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง แต่ก็หนีไม่พ้นที่ต้องมีตัวละครสำคัญอย่างหุ่นสังเคราะห์ติดตามไปด้วยเหมือนภาคอื่น ๆ แต่หุ่นสังเคราะห์ภาคนี้ไม่ค่อยเหมือนภาคอื่น ๆ ในช่วงแรกก็ดูซื่อ ๆ ดีก่อนที่จะถูกอัพเดตให้ดีขึ้นเหมือนเป็นคนละคน ซึ่งนักแสดงแต่ละคนก็สมบทบาทดี โดยจะค่อย ๆ พาคนดูไปสู่ยานอวกาศร้างจนเจอกับโรมูลัส ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนของสถานีอวกาศที่อ้างอิงถึงตำนานโรมันเกี่ยวกับโรมูลัสและเรมัส ที่มีสภาพร้างจากการถูกทำลายด้วยบางอย่าง จนได้ฉายถึงหุ่นสังเคราะห์ที่เสียหายและสัตว์ประหลาดที่รู้จักกันดีอย่างเอเลี่ยน สิ่งมีชีวิตที่ถูกแช่แข็งที่เรียกว่า เฟซฮักเกอร์ ที่จะใช้วิธีฝังไข่เข้าไปในร่างกายมนุษย์อย่างภาคอื่น ๆ จนเมื่อฟักออกมาจะกลายเป็น เซโนมอร์ฟ ที่สักพักจะลอกคราบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งก็ตัวใหญ่เร็วมากและมีเลือดเป็นกรด โดยตั้งแต่ช่วงนี้ไปก็เริ่มน่าสนใจขึ้นและพาให้คนดูลุ้นเอาใจช่วยตัวละครตลอดทั้งเรื่อง แต่ไม่ค่อยมีฉากแอคชั่นอะไรมาก ซึ่งมีฉากโหดบ้าง แต่เสียดายที่ตัวละครบางคนอาจจะตายเร็วไปหน่อยและพอเดาเรื่องได้ไม่ยาก โดยช่วงท้ายเรื่องนอกจากมีเอเลี่ยนแล้วยังมีลูกผสมระหว่างมนุษย์และเซโนมอร์ฟ ซึ่งถือเป็นเอเลี่ยนสายพันธุ์ใหม่ที่ดูน่าสนใจและไม่มีในภาคอื่น

คะแนนส่วนตัว 6/10

รีวิวโดย 刘心爱

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก 20th Century Studios รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3 / รูปหน้าปกที่ 4

วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2566

รีวิวหนัง 65 (2023) 65 ผจญนรกล้านปี

 


               65 (2023) 65 ผจญนรกล้านปี เป็นภาพยนตร์แอคชั่นระทึกขวัญแนวไซไฟอเมริกันที่เขียนบทและกำกับโดย Scott Beck และ Bryan Woods นำแสดงโดย Adam Driver และ Ariana Greenblatt เป็นการร่วมผลิตระหว่าง Columbia Pictures, Bron Creative, Raimi Productions, TSG Entertainment และ Beck/Woods เผยแพร่ในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2023 โดย Sony Pictures Releases

               การเดินทางสำรวจทางไกลที่ได้ตกลงบนดาวเคราะห์น้อยลึกลับที่มีสิ่งมีชีวิตดุร้ายอาศัยอยู่

               เรื่องราวของ มิวส์ นักบินผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวที่ได้เดินทางไปสำรวจวิจัยทางไกลด้วยเที่ยวบินสำรวจสามเจ็ดศูนย์สาม แต่ระหว่างทางได้ตรวจพบอุกาบาตที่ไม่คาดคิด ทำให้ระบบห้องแช่แข็งเสียหายและเครื่องกำลังตก โดยได้เปลี่ยนออกนอกเส้นทาง จึงระบุตำแหน่งไม่ได้ ทำให้ยานได้รับความเสียหายตกลงมายังแถบดาวเคราะห์น้อยที่ไม่ได้สำรวจ ซึ่งคิดว่าเกิดจากเศษเล็ก ๆ ของดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ แต่ชั้นบรรยากาศสามารถหายใจได้ โดยที่นั่นนอกจากเขาจะได้พบกับ โคอา เด็กสาว หมายเลขผู้โดยสารสามสิบห้าที่สื่อสารคนละภาษากันแล้ว ยังพบสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งเขาก็ได้แต่รอความช่วยเหลือที่ส่งไปหรือไม่ก็ต้องไปขึ้นกระสวยที่อยู่บนภูเขาสูง เพื่อออกไปจากที่นี่

               เปิดเรื่องด้วยการเกริ่นนำเรื่องราวก่อนที่มนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น ในห้วงอวกาศอันไร้ขอบเขต อริยธรรมหนึ่งได้สำรวจท้องฟ้า ดาวเคราะห์โซมาริส จากนั้นก็ตัดมาฉายถึงตัวละครหลักก่อนที่จะเดินทางและเกิดเหตุยานบินตก ซึ่งเมื่อออกมาข้างนอกก็ได้ฉายถึงบางอย่างในน้ำทันทีและฉายถึงตัวละครอื่นอีกคนก่อนฉายถึงรอยเท้าบางอย่างและตัดเข้าเรื่อง โดยหลังจากช่วงนี้ไปจะฉายตัวละครอยู่สองคน แต่ก็มีสอดแทรกตัวละครอื่นที่ตัวละครนึกถึงเป็นช่วง ๆ ซึ่งจะค่อย ๆ ฉายถึงโครงกระดูกของสิ่งมีชีวิตก่อนที่จะฉายถึงสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ เหมือนดูหนังไดโนเสาร์เลย แต่ก็มีสัตว์ประหลาดใหม่ ๆ ที่น่าสนใจสอดแทรกบ้าง โดยจะฉายถึงตัวละครที่ต้องเจอสัตว์ดุร้ายและเอาชีวิตรอดระหว่างทางไปกระสวย แต่มีบางช่วงที่น่าเบื่อฉายนานไปหน่อย บางจุดเหมือนหนังจะใส่ความตลกสอดแทรก แต่ทำได้ไม่ตลกเลยและช่วงท้ายเรื่องค่อนข้างมืดไปบ้าง

คะแนนส่วนตัว 5/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก Facebook BRON รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 3

ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Columbia Pictures รูปหน้าปกที่ 2


วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Avatar 1 (2009) อวตาร

 


              Avatar 1 (2009) อวตาร เป็นภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์มหากาพย์ที่กำกับ เขียนบท ร่วมผลิต และร่วมตัดต่อโดย James Cameron และนำแสดงโดย Sam Worthington, Zoe Saldana, Stephen Lang, Michelle Rodriguez และ Sigourney Weaver 

              การพัฒนาเริ่มขึ้นในปี 1994 เมื่อ James Cameron เขียนบทภาพยนตร์ความยาว 80 หน้า การถ่ายทำควรจะเกิดขึ้นหลังจากภาพยนตร์ไททานิคของ James Cameron ในปี 1997 เสร็จสิ้น โดยมีกำหนดออกฉายในปี 1999 อย่างไรก็ตาม ตามคำกล่าวของ James Cameron เทคโนโลยีที่จำเป็นยังไม่พร้อมสำหรับการบรรลุวิสัยทัศน์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ การทำงานเกี่ยวกับภาษาของ Na'vi เริ่มขึ้นในปี 2005 โดยเริ่มพัฒนาบทภาพยนตร์และจักรวาลสมมติในช่วงต้นปี 2006 ได้รับงบประมาณอย่างเป็นทางการที่ 237 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากวิชวลเอ็ฟเฟ็กต์ใหม่ที่ได้รับจากความร่วมมือกับ Weta Digital ในเมืองเวลลิงตัน การประมาณการอื่น ๆ ระบุต้นทุนระหว่าง 280 ล้านถึง 310 ล้านดอลลาร์สำหรับการผลิต และ 150 ล้านดอลลาร์สำหรับการโปรโมต ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้เทคนิคการถ่ายทำโมชันแคปเจอร์แบบใหม่อย่างกว้างขวาง และเผยแพร่สำหรับการรับชมแบบดั้งเดิม การรับชมแบบ 3 มิติ (โดยใช้รูปแบบ RealD 3D, Dolby 3D, XpanD 3D และ IMAX 3D) และประสบการณ์ "4D" ในโรงภาพยนตร์ของเกาหลีใต้ที่ถูกเลือก 

              ฉายรอบปฐมทัศน์ในลอนดอนเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2009 และออกฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ 9 รางวัล รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม และได้รับรางวัล 3 รางวัลในสาขากำกับศิลป์ยอดเยี่ยม, กำกับภาพยอดเยี่ยม, และวิชวลเอฟเฟกต์ยอดเยี่ยม ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ยังทำให้ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ออกโทรทัศน์ 3 มิติ และทำให้ภาพยนตร์ 3 มิติ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น หลังจากความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ Cameron ได้เซ็นสัญญากับ 20th Century Fox เพื่อสร้างภาคต่อสี่ภาค ภาคต่อเรื่องแรก Avatar: The Way of Water ออกฉายเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2022 ผ่านบทวิจารณ์ที่เหมือนกัน แต่ก็สังเกตเห็นการปรับปรุงเช่นกัน และ Avatar 3 ได้เสร็จสิ้นการถ่ายทำหลักแล้วและจะออกฉายในปี 2024 ภาคต่อมีกำหนดฉายในปี 2026 และในปี 2028 สมาชิกนักแสดงหลายคนกลับมา รวมทั้ง Worthington, Saldana, Lang และ Weaver

              เรื่องราวของ เจค ซัลลี่ อดีตนาวิกโยธินพิการ ซึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอวตาร ด้วยการจับคู่ทางพันธุกรรม ใช้มนุษย์ลูกผสมนาวี ที่เรียกว่า "อวตาร" หลังจากพี่ชายฝาแฝดของเขาถูกฆ่าตาย โดยมีเป้าหมาย เพื่อสานสัมพันธ์และเจรจากับนาวี ให้ข้อมูลแก่ พันเอกไมล์ส ควาริช หัวหน้ากองกำลังรักษาความปลอดภัยของ RDA แลกกับขาใหม่ของเขา เพื่อขุดแร่อูนอบแทนเนียมอันมีค่า โดยในระหว่างที่เขาทำงานได้พบกับ เนย์ติริ ลูกสาวของผู้นำโอมาติยา ที่ได้ช่วยชีวิตเขาไว้และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชาวนาวี และนั่นทำให้ พันเอกไมล์ส ควาริช โมโห จึงสั่งกองกำลังจู่โจมแพนดอร่า

               ช่วงแรกจะฉายถึงมนุษย์ที่ใช้วิธีให้สามารถอยู่ในร่างอวตารได้ เพื่อให้บางส่วนไปปะปนกับชาวนาวีในแพนดอร่าและการทำงานไปเรื่อย ช่วงนี้หนังจึงค่อนข้างน่าเบื่อฉายนานไปหน่อย หลังจากนั้นเมื่อมายังแพนดอร่าก็เริ่มฉายถึงสัตว์ต่าง ๆ ในแพนดอร่า รวมทั้งชาวนาวี โดยช่วงนี้จะฉายสลับกันระหว่างมนุษย์กับอวตารที่ต้องคอยเข้าสู่ร่างอวตารเป็นช่วง ๆ โดยจะเน้นไปที่ตัวละครหลัก ซึ่งฉากสถานที่ดูสวยดี โดยช่วงกลางเรื่องจะเน้นไปที่การฝึกฝนต่าง ๆ ของตัวละครในร่างอวตาร แต่ก็ไม่ได้มีช่วงน่าเบื่ออะไรมาก จนค่อย ๆ เริ่มเข้าสู่ฉากแอคชั่น ซึ่งก็มาเน้นฉายเอาช่วงท้าย ๆ เรื่อง แต่ฉากแอคชั่นก็ทำได้สนุกน่าสนใจ มีดราม่าบ้าง ดูแล้วสงสารสัตว์และชาวนาวี แต่พล็อตเรื่องก็เดาได้ง่ายไปหน่อย

คะแนนส่วนตัว 6.5/10

อ่านรีวิว AVATAR 2 : THE WAY OF WATER (2022) อวตาร 2 วิถีแห่งสายน้ำ

ตัวอย่าง


วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง AVATAR 2 : THE WAY OF WATER (2022) อวตาร 2 วิถีแห่งสายน้ำ

 


          AVATAR 2 : THE WAY OF WATER (2022) อวตาร 2 วิถีแห่งสายน้ำ เป็นภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์มหากาพย์ของอเมริกา ซึ่งเป็นภาคต่อของภาพยนตร์เรื่อง Avatar ในปี 2009 ที่กำกับโดย James Cameron จัดจำหน่ายโดย 20th Century Studios โดย Cameron อำนวยการสร้างร่วมกับ Jon Landau และเขียนบทร่วมกับ Rick Jaffa และ Amanda Silver ซึ่งอิงจากเรื่องราวที่ทั้งสามเขียนร่วมกับ Josh Friedman และ Shane Salerno นำแสดงโดย Sam Worthington, Zoe Saldaña, Stephen Lang, Joel David Moore, CCH Pounder, Giovanni Ribisi, Dileep Rao และ Matt Gerald กลับมารับบทเดิมจากภาพยนตร์ต้นฉบับ โดย Sigourney Weaver กลับมาในบทบาทที่แตกต่างออกไป นักแสดงใหม่ประกอบด้วย Kate Winslet, Cliff Curtis, Edie Falco และ Jemaine Clement 

               โดย Cameron ระบุในปี 2006 ว่าเขาต้องการสร้างภาคต่อของ Avatar หากประสบความสำเร็จ และประกาศภาคต่อสองภาคแรกในปี 2010 หลังจากประสบความสำเร็จอย่างแพร่หลายของภาพยนตร์เรื่องแรก โดย The Way of Water มีเป้าหมายที่จะออกฉายในปี 2014 อย่างไรก็ตาม การเพิ่มภาคต่ออีก 3 ภาค รวมเป็นภาพยนตร์ Avatar ทั้งหมด 5 เรื่อง และความจำเป็นในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ เพื่อถ่ายทำฉากการจับภาพใต้น้ำ ซึ่งเป็นผลงานที่ไม่เคยทำได้มาก่อน ทำให้เกิดความล่าช้าอย่างมาก เพื่อให้ทีมงานมีเวลามากขึ้นในการ งานเขียน งานเตรียมการและวิชวลเอฟเฟกต์ กระบวนการถ่ายทำซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันกับภาพยนตร์เรื่อง Avatar เรื่องที่สามที่ยังไม่มีชื่อในปัจจุบัน เริ่มขึ้นที่แมนฮัตตันบีช แคลิฟอร์เนีย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2017 สถานที่ถ่ายทำย้ายไปที่เวลลิงตันเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2017 และสิ้นสุดในปลายเดือนกันยายน 2020 หลังจากสามปี 

                 หลังจากความล่าช้าซ้ำแล้วซ้ำอีกในกำหนดการฉายที่คาดไว้ Avatar: The Way of Water ฉายรอบปฐมทัศน์ในลอนดอนเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2022 และเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกาในวันที่ 16 ธันวาคม 2022 องค์กรต่าง ๆ เช่น National Board of Review และ American Film Institute ยกให้ Avatar: The Way of Water เป็น 1 ใน 10 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2022 และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม – ดราม่า และผู้กำกับยอดเยี่ยมจากงานประกาศผลรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 80

                เรื่องราวของ เจค ซัลลี่ ที่ได้ใช้ชีวิตในฐานะหัวหน้าของโอมาติยา พร้อมทั้งต้องเลี้ยงดูครอบครัวอย่าง เนย์ติริ ภรรยา, เนเตยัม ลูกชายคนโต, โลอัค ลูกชายคนรอง, คิรี ลูกสาวคนโต และ ทู้ค น้องสาวคนเล็ก รวมทั้ง สไปเดอร์ ลูกชายของพันเอกไมล์ส ควาริช ที่เกิดบนแพนดอร่า ซึ่งไม่สามารถถูกส่งมายังโลกด้วยความเย็นได้เนื่องจากอายุยังน้อย พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข จนกระทั่ง คนจากฟ้าที่นำโดยพันเอกไมล์ส ควาริช ในร่างของอวตารพร้อมกับพรรคพวกของเขา ร่วมด้วยนายพลอาร์คมอได้บุกเข้ามายังแพนดอร่า เพื่อหาแหล่งอาณานิคมใหม่อย่างแพนดอร่า เนื่องจากโลกใกล้ล่มสลายและต้องการล่าตัวคนทรยศอย่าง เจค ซัลลี่ ที่ได้ช่วยเหล่าอวตารกำจัดพวกเดียวกัน เขาจึงต้องไถ่โทษตัวเอง เพื่อหนีสงครามด้วยการเนรเทศตัวเองออกจากโอมาติยาพร้อมกับครอบครัวไปหาที่พักพิงอื่นยังกลุ่มชาวแนวปะการัง เมตเคยิน่าที่ชายฝั่งตะวันออกของแพนดอร่า โดยพวกเขาต้องเรียนรู้วิถีชีวิตของผู้คนในแนวปะการัง แต่ไม่นานพวกเขาก็ต้องทำให้ชาวเมตเคยิน่าเดือดร้อน เมื่อพันเอกไมล์ส ควาริชไม่ปล่อยเขาไปและยังคงตามล่าตัวจนเจอ

                เปิดเรื่องจะมีพูดอธิบายเรื่องราวคร่าว ๆ ผ่านตัวละครหลัก ซึ่งเป็นเรื่องราวของตัวเองตั้งแต่ภาคแรกจนมาถึงภาคสอง แต่ถ้าจะดูให้เข้าใจมากขึ้นอาจจะต้องดูภาคแรกมาก่อนด้วย เนื่องจากมีการพูดถึงตัวละครและเรื่องราวจากภาคแรกที่ภาคนี้ไม่ได้อธิบายบ้าง ซึ่งภาคนี้ตัวละครหลักของเรื่องมีครอบครัวแล้วและทุกคนในครอบครัวก็มีส่วนในบทบาทหลักของเรื่องด้วย ซึ่งก็กลายเป็นตัวช่วยสร้างสีสันในเรื่องให้ดูสนุกเฮฮามากขึ้น ดูแล้วก็ชวนยิ้มและหัวเราะตลอดทั้งเรื่อง โดยตัวละครแต่ละคนก็มีบุคคลิกลักษณะที่แตกต่างกันเป็นที่น่าจดจำได้ดี ถึงแม้บางคนจะไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่ รวมทั้งยังมีตัวละครใหม่ ๆ เพิ่มเติมด้วยอย่างชาวปะการังสีฟ้า ที่ดูแล้วออกจะเหมือนกับหลาย ๆ เรื่องไปหน่อย จากนั้นก็ค่อย ๆ ฉายถึงตัวร้ายในเรื่อง ซึ่งก็คือพวกมนุษย์ ดังนั้นภาคนี้จึงไม่ต่างจากภาคแรกคือต้องสู้กับมนุษย์ แต่จะต่างออกไปตรงที่ตัวร้ายบางคนเป็นอวตารเหมือนกัน ส่วนพล็อตเรื่องก็ง่าย ๆ ไม่ค่อยมีอะไร เน้นการตามล่าตัวละครหลักที่ทรยศทั้งเรื่อง โดยใช้วิธีจับลูกเป็นตัวประกันบ้าง เอาเหยื่อมาหลอกล่อบ้าง ทำร้ายผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ซึ่งเดาเรื่องไม่ค่อยยาก โดยหลังจากช่วงที่ตัวละครไปอยู่กับชาวปะการังก็จะเริ่มเข้าสู่เรื่องราวของภาคสองอย่างวิถีแห่งสายน้ำตามชื่อตอน จึงต้องมีสายน้ำเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งฉากแอคชั่นก็ทำได้สนุกมีสอดแทรกเข้ามาเป็นช่วง ๆ ถือได้ว่าฉากแอคชั่นมีเยอะกว่าภาคแรก แต่ก็มีช่วงที่ตัวละครต้องฝึกฝนเหมือนเดิม เอฟเฟกต์ฉากสถานที่ต่าง ๆ ดูเนียนสวยงาม แทบไม่มีช่วงที่น่าเบื่อเลย โดยจะมีดราม่าสอดแทรกบ้าง ซึ่งก็ทำได้เข้าถึงอารมณ์ดี ภาคนี้ดูแล้วสงสารสัตว์ชวนลุ้นเอาใจช่วยตัวดีและดูเกลียดมนุษย์ขึ้นมาทันที

คะแนนส่วนตัว 7.5/10

อ่านรีวิว Avatar 1 (2009) อวตาร 

อ่านรีวิว Avatar: Fire and Ash (2025) อวตาร 3 อวตาร อัคนีและธุลีดิน

รีวิวโดย 刘心爱 


"จากพงไพร สู่วิถีและดินแดนแห่งสายน้ำ"

              เรื่องราวจะเล่าเรื่องหลังจากภาคแรก เมื่อ เจค (Sam Worthington) และเนย์ทีรี (Zoe Saldana) ได้มาอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นครอบครัวซัลลี และมีลูกอีก 3 คน โดยพวกเขาใช้ชีวิตในป่าอย่างสงบสุข จนกระทั่งฝ่ายมนุษย์ได้โคลนนิ่งวายร้ายที่เคยสู้กับเจคและเนย์ทีรีขึ้นมา และออกตามล่าพวกเขา ทำให้ เจค และครอบครัวต้องพากันเดินทางเพื่อนหนีการตามล่าไปยังดินแดนแห่งใหม่ที่ไกลแสนไกล ซึ่งดินแดนแห่งนี้เป็นที่ของเผ่าพันธ์ุน้ำ ที่ใช้ชีวิตอยู่กับสายน้ำและทะเล โดยมี นัล (Kate Winslet) และ โทโนวารี (Cliff Curtis) เป็นตัวแทนของเผ่าพันธุ์น้ำที่คอยดูแลพวกเขา เจคและครอบครัวต้องเรียนรู้และปรับตัว เพื่อให้เข้ากับวิถีของชาวบ้านแห่งนี้ที่อยู่อาศัยกับสายน้ำมาทั้งชีวิต และต้องคอยหลบซ่อนจากพวกมนุษย์ที่ถูกส่งมาตามล่าพวกเขาอีกด้วย...

             ในภาคที่ 2 นี้งานภาพ งาน CG ยังสวยงามเหมือนเดิม เรียกได้ว่า ผกก. อย่างเจมส์ คาเมรอน ใส่ใจรายละเอียด CG แบบเก็บทุกเม็ด ซึ่งกว่าจะได้ชมภาคที่ 2 นี้ก็ใช้เวลาการสร้างห่างจากภาคแรก ถึง 10 กว่าปีกันเลย

             ถึงแม้ว่าหนังมันจะทำ CG ออกมาดีมากๆ แต่ส่วนตัวรู้สึกไม่ตื่นเต้นเหมือนภาคแรก นั่นอาจจะเพราะเราได้เห็นอะไรหลาย ๆ อย่างมาจากภาคแรกแล้ว ทำให้ความตื่นเต้นที่มีต่อภาค 2 ดร็อปลงไปหน่อย

             ในส่วนของการเล่าเรื่อง ก็ถือว่าดูสนุกน่าติดตามกับความยาวหนังประมาณ 3 ชม. ที่แม้อาจจะมีช่วงเนือยไปบ้างแต่ก็ถูกชดเชยด้วยงาน CG ที่ทำออกมาสวยมากตลอดทั้งเรื่อง

             เอาจริง ๆ ความบันเทิงภาพรวมมันดูสนุกนะ กับหนังแนวผจญภัยที่เราสามารถดูได้เรื่อย ๆ ตลอดทั้งเรื่อง แต่ส่วนตัวแค่รู้สึกว่าความตื่นเต้นลดลงจากภาคแรก อย่างไรก็ตามแต่ เป็นหนังที่ควรหามาดูเพราะแค่ดู CG อย่างเดียวก็คุ้มแล้วครับ

มีฉายผ่าน Streaming online แล้วในช่องทางต่าง ๆ ครับ

คะแนนส่วนตัว 4/5

รีวิวโดย A.L. Lucky

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก 20th Century Studios รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Project Wolf Hunting (2022) เรือคลั่ง เกมล่าเดนมนุษย์

 


               Project Wolf Hunting (2022) เรือคลั่ง เกมล่าเดนมนุษย์ เป็นภาพยนตร์ไซไฟแอคชั่นระทึกขวัญของเกาหลีใต้ที่กำกับโดย Kim Hong-sun นำแสดงโดย Seo In-guk และ Jang Dong-yoon ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต 2022 เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2022 และเข้าฉายในวันที่ 21 กันยายน 2022 ในโรงภาพยนตร์ในเกาหลีใต้

"เป็นหนังที่เละเทะมาก เพราะเอะอะๆ น้ำแดง (เลือด)​ กระจาย"

             เรื่องราวเริ่มจากการขนส่งนักโทษคดีอาชญากรรมรุนแรงชาวเกาหลีใต้จากฟิลิปปินส์ไปยังเกาหลีใต้ทางเรือขนส่งสินค้า เพื่อไปดำเนินคดีในประเทศบ้านเกิด ซึ่งบนเรือนอกจากมีนักโทษคดีรุนแรงแล้วยังมีตำรวจและเจ้าหน้าที่เดินเรือและแพทย์ฉุกเฉินที่ร่วมเดินทางไปด้วย แต่ว่าเรื่องราวไม่ได้ราบเรียบอย่างที่คิด เมื่อเหล่านักโทษได้ทำการต่อต้านตำรวจและยึดเรือเอาไว้ได้ ตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่อยู่บนเรือจึงต้องหาทางเอาชีวิตรอดจากนักโทษคดีอาชญากรรมร้ายแรงที่ฆ่าคนอย่างไร้ความปราณี...

              หนังเรื่องนี้ให้เรตความรุนแรงโดยจำกัดอายุคนดูอยู่ที่ 20+ ซึ่งพอไปดูจริง ๆ มันก็โหดระดับนึง แต่หนังเล่นกับมุขเดิม ๆ เกือบทั้งเรื่องนั่นก็คือ การเน้นฉากเลือดสาดเลือดพุ่งเป็นหลักที่บอกเลยว่าน่าจะหมดงบไปกับสีแดงเยอะเลยทีเดียว คือฉากความรุนแรงแต่ละฉากนี่เลือดพุ่งเป็นน้ำพุทุกฉากจนรู้สึกว่ามันดูไม่ค่อยสมจริงไปหน่อย หนังพยายามสร้างฉากให้คนดูลุ้นระทึกจากพล็อตเรื่องเกี่ยวกับความโหดของเหล่านักโทษที่เริ่มต้นมาดูน่าสนใจเลยทีเดียว แต่เสียดายที่หนังไม่ค่อยเน้นความละเอียดในฉากลุ้นระทึกสักเท่าไร เลยทำให้ฉากลุ้นระทึกของหนังดูธรรมดาไปหน่อยถ้าเทียบกับทรัพยากรของหนังที่สามารถเล่นกับอารมณ์คนดูได้มากกว่านี้ นอกจากการสู้กันระหว่างนักโทษกับตำรวจแล้ว หนังยังมีอะไรมากกว่านี้ที่ไม่เหมือนหนังแอ็คชั่นเลือดสาดธรรมดาทั่วไป หนังยังมีปัจจัยที่ทำให้หนังดูน่าสนใจและสร้างความสยองขวัญให้คนดูมากกว่าที่เราเห็นในตัวอย่าง ซึ่งจุดนี้คงบอกมากกว่านี้ไม่ได้เดี๋ยวจะเป็นการสปอยไป ตัวละครโดยเฉพาะนักแสดงหญิงฝั่งตำรวจถือว่าเป็นจุดขายของคนดูผู้ชายที่ดูน่ารัก และน่าเอาใจช่วยไปทั้งเรื่อง 

              ภาพรวมเป็นหนังแอ็คชั่นลุ้นระทึกที่โหดแบบเลือดสาดเลือดพุ่งกันเลยทีเดียว ซึ่งก็ดูสนุกใช้ได้ แต่ติดตรงที่ทรัพยากรจากหนังมีมากพอที่น่าจะทำให้หนังดูตื่นเต้นและลุ้นระทึกมากกว่านี้ เลยกลายเป็นเสียของไปหน่อย และช่วงไคลแมกซ์กลายเป็นหนังออกแนวไซไฟไปที่ดูแล้วรู้สึกขัดใจ สุดท้ายหนังทิ้งปมไว้สำหรับภาค 2 ต่อไป ซึ่งคิดว่าน่าจะมีภาค 2 ค่อนข้างแน่...

คะแนนส่วนตัว 3.5/5

รีวิวโดย A.L. Lucky


              เรื่องราวของ ตำรวจ กลุ่มหนึ่งจำนวนกว่ายี่สิบนาย ผู้มีประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยงานมามากกว่าสิบปีที่นำโดย ลี ซอกวู ผู้กอง และ ลี ดา-ยอน ร่วมด้วยกัปตัน เจ้าหน้าที่เดินเรือและหมอพยาบาล ที่ได้นำตัวนักโทษเกาหลีที่ถูกจับตัวได้ในฟิลิปปินส์ส่งข้ามแดน โดยเดินทางออกจากท่าเรือมะนิลาด้วยเรือสินค้าและจะเดินทางถึงจุดหมายท่าเรือปูซานในอีกสองวัน เพื่อไปดำเนินคดีในประเทศบ้านเกิด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแผนการจากครั้งแรกของการส่งตัวนักโทษข้ามแดนที่ได้เกิดเหตุวางระเบิดจนทำให้ประชาชนล้มตายจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับพลเรือน ด้วยความช่วยเหลือจากหน่วยงานท่าเรือปูซาน แต่แล้วพวกเขาก็ต้องเอาชีวิตรอดบนเรือเมื่อเหล่านักโทษทั้งหมดได้หลุดออกมาได้และไล่ฆ่าทุกคนบนเรือ

                 เปิดเรื่องฉายถึงอาชญากรที่กำลังถูกตำรวจคุมตัวและส่งข้ามแดนครั้งแรก พร้อมกับพูดถึงอาชญากรในปี 2016 ตำรวจทั้งสองประเทศลั่นวาจาจะร่วมมือกันสอบสวนคดีและในวันนี้เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีผู้ร้ายข้ามแดนกลุ่มแรกได้มาถึง อาชญากรเกาหลีสี่สิบเจ็ดรายที่เคยหลบหนีการดำเนินคดีไปยังฟิลิปปินส์ได้บินกลับมาด้วยเครื่องบินเช่าเหมาลำเป็นครั้งแรก และเป็นชั่วโมงเร่งด่วนที่ตำรวจได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ร้อยแปดสิบนายมาดูแล และได้เกิดเหตุเหยื่อที่วางระเบิดจะฆ่าฆาตกร จากนั้นก็ตัดมาที่ปี 2022 ในประเทศฟิลิปปินส์ พร้อมกับพูดถึงนักโทษที่ถูกจับ ซึ่งเป็นการส่งตัวนักโทษในครั้งต่อมา จากนั้นก็ได้ฉายถึงตำรวจ นักโทษแต่ละคนและหน่วยงานท่าเรือปูซาน โดยก่อนออกเดินทางได้พูดถึงประวัตินักโทษแต่ละคนที่เด่น ๆ ซึ่งใช้ตัวละครเยอะดี แต่ละคนก็แสดงได้สมบทบาท และค่อย ๆ ฉายถึงตัวละครบางคนที่ทำตัวแปลก ๆ ลึกลับและเอกสารลับสุดยอด ซึ่งก็เดาเรื่องได้ไม่ยาก รวมทั้งตัวละครลึกลับบนเรือด้วย โดยได้เปิดเผยถึงตัวละครลึกลับนี้ในช่วงท้ายเรื่อง ซึ่งได้กลายเป็นตัวร้ายสำคัญแทน โดยมีฉายถึงเรื่องราวในอดีตเป็นช่วง ๆ และมีการทดลองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยช่วงท้ายเรื่องจะเน้นไปที่จุดนี้เป็นหลักตามชื่อเรื่อง ซึ่งหลังจากเกิดเรื่องขึ้นก็จะมีฉากแอคชั่นให้ได้ลุ้นระทึกเอาใจช่วยตัวละครตำรวจตลอดทั้งเรื่อง ฉากฆ่ากันก็โหดตามเรตยี่สิบที่ได้เลย และจบทิ้งท้ายเหมือนมีต่อ

คะแนนส่วนตัว 6/10

รีวิวโดย 刘心爱

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Contents G Cheum Film รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3


วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Significant Other (2022) ซิกนิฟิแค๊น อาเตอร์

 


              Significant Other (2022) ซิกนิฟิแค๊น อาเตอร์ เป็นภาพยนตร์สยองขวัญแนวไซไฟอเมริกันที่เขียนบทและกำกับโดย Dan Berk และ Robert Olsen นำแสดงโดย Maika Monroe และ Jake Lacy โดย Deadline Hollywood รายงานเมื่อเดือนกันยายน 2021 ว่า Paramount Players ชนะการประมูลภาพยนตร์เรื่องนี้ โดย Monroe และ Lacy ได้ร่วมแสดง Berk และ Olsen เป็นผู้กำกับ ซึ่งเข้าฉายบนบริการสตรีมมิ่ง Paramount+ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2022

               ทริปเดินป่าของคู่รักที่กำลังไปด้วยดีกลับต้องจบลง เมื่อพวกเขาเจอบางอย่างในป่าที่ได้เปลี่ยนคนที่รู้จักเป็นคนละคน

               เรื่องราวของ แฮร์รี่ ที่ชวน รูธ มิลเลอร์ คนรักมาเดินป่า โดย แฮร์รี่ มาเดินที่นี่ครั้งที่สี่แล้ว เขารับรองว่าไม่มีอะไรน่ากลัว แต่รูธกลับถนัดการลงน้ำมากกว่า โดยเหตุผลที่แฮร์รี่มาเดินป่า เพราะอยากเซอร์ไพรส์และขอเธอแต่งงาน แต่เธอกลับไม่ได้ต้องการแต่งงานกัน แค่อยู่ด้วยกันก็เพียงพอแล้ว แต่แล้วเธอก็ยอมตกลงแต่งงาน แต่เขาต้องขอเธอแต่งงานใหม่อีกครั้งให้เป็นเหมือนครั้งแรกที่ขอ แต่ยังไม่ทันได้ขอเธอแต่งงานก็เกิดเรื่องผิดคาดขึ้นและทำให้ใครบางคนเปลี่ยนไปเหมือนคนละคน เมื่อพวกเขาได้เจอถ้ำแห่งหนึ่งในป่า

               เปิดเรื่องฉายถึงตัวละครที่กำลังเดินทาง ซึ่งระหว่างทางก็ฉายถึงวิวทิวทัศน์โดยรอบไปด้วย จากนั้นก็ตัดเข้าเรื่อง ซึ่งดำเนินเรื่องต่อเนื่องกัน โดยจะเป็นช่วงที่ตัวละครก่อนเดินป่าเล็กน้อย จากนั้นก็เริ่มเดินป่ากัน ซึ่งก็จะเน้นไปที่ตัวละครสองคนในป่า โดยฉายถึงตัวละครที่เดินป่า พูดคุยกันอย่างสนุกสนานเฮฮา มีทะเลาะกันบ้างและพักระหว่างทางไปเรื่อย ซึ่งวิวทิวทัศน์ดูสวยดี จนได้ฉายเหมือนมีบางอย่างในป่า แต่ค่อนข้างมืดเลยมองไม่ค่อยรู้เรื่อง ซึ่งบางช่วงก็เน้นบรรยากาศมืด ๆ และได้ฉายศพกวางที่โดนบางอย่างฆ่าตาย ซึ่งหลังจากนั้นตัวละครที่เจอแสงสีฟ้าบางอย่างก็เริ่มทำตัวแปลก ๆ เปลี่ยนไปเหมือนไร้ความรู้สึก แต่หนังดำเนินเรื่องได้ค่อนข้างน่าเบื่อไปหน่อย ดำเนินเรื่องมาถึงครึ่งเรื่องยังไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ แต่ไม่นานตัวละครก็เริ่มแสดงพฤติกรรมผิดปกติออกมา ซึ่งก็เดาเรื่องได้แต่แรก แต่ก็ยังไม่ได้เปิดเผยเรื่องราวอะไรและได้ฉายถึงตัวละครอื่นเพิ่มเติม แต่ก็เล่นกันอยู่ไม่กี่คนทั้งเรื่อง โดยเริ่มฉายถึงแสงสีฟ้าบ่อยขึ้น รวมทั้งตัวละครที่ปรากฎตัวทำให้แปลกใจ ซึ่งก็เปลี่ยนไปเหมือนคนละคนเช่นกัน โดยช่วงนี้จะมีฉากโหดบ้างและค่อย ๆ เปิดเผยเรื่องราวทีละน้อย ซึ่งช่วงที่เปิดเผยเรื่องราวกลับกลายเป็นหักมุมแบบคิดไม่ถึง แต่บางจุดก็พอเดาเรื่องได้บ้าง โดยจบทิ้งท้ายเหมือนมีต่อ

คะแนนส่วนตัว 4.5/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Paramount Players รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3


วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Nope (2022) ไม่

 


               Nope (2022) ไม่ เป็นภาพยนตร์สยองขวัญแนวไซไฟแนวนีโอ-ตะวันตกของอเมริกาในที่เขียน กำกับ และอำนวยการสร้างโดย Jordan Peele ภายใต้แบนเนอร์ Monkeypaw Productions ของเขา นำแสดงโดย Daniel Kaluuya และ Keke Palmer ร่วมด้วย Steven Yeun, Michael Wincott และ Brandon Perea โดย Peele ประกาศภาพยนตร์กำกับเรื่องที่สามที่ยังไม่มีชื่ออย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 2020 Palmer และ Kaluuya เข้าร่วมในเดือนกุมภาพันธ์ 2021 Yeun ได้รับคัดเลือกในเดือนหน้าและ Peele เปิดเผยชื่อในเดือนกรกฎาคม 2021 การถ่ายทำเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2021 ทางตอนเหนือของลอสแองเจลิสเคาน์ตี้ ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ TCL Chinese Theatre ในลอสแองเจลิส เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2022 และเข้าฉายในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2022 โดย Universal Pictures

"การไขปริศนา เรื่องแปลกประหลาดบนท้องฟ้า กับพฤติกรรมสัตว์"

             เรื่องราวแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น ณ เมืองแห่งหนึ่งย่านชนบทที่มีแต่ทะเลทราย และฟาร์มเลี้ยงสัตว์เป็นส่วนใหญ่ โดยมีเหตุการณ์แปลกเกิดขึ้นอย่างเช่น ของแปลกปลอมตกจากท้องฟ้า ไฟตก ความผิดปกติของก้อนเมฆ ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์แปลกประหลาดที่กำลังจะทวีความรุนแรงขึ้น นั่นทำให้ผู้คนในเมืองหวาดกลัวและต่างพากันสงสัยว่าอะไรหรือใครเป็นตัวการที่ทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้..? 

              เป็นหนังตื่นเต้นระทึกขวัญที่น่าจะมีทั้งคนชอบและคนไม่ชอบ คือถ้าใครชอบหนังประเภท ผกก. อย่าง เอ็ม ไนท์ ชยามาลาน หรือหนังก่อนหน้านี้ของ จอร์แดน พีล น่าจะถูกใจหนังเรื่องนี้ เพราะสไตล์การเล่าเรื่องจะเล่นกับการดำเนินเรื่องไปอย่างช้าๆ  พร้อมกับการทิ้งปมปริศนาให้คนดูสงสัยเรื่อย ๆ รวมทั้งบุคลิกแปลก ๆ ของตัวละครที่สร้างความแปลกใจให้คนดู และทำนองดนตรีแปลก ๆ ที่ฟังดูหลอน ๆ แต่เรื่องนี้มีการขายโลเคชั่นแนวชนบทอเมริกาไปด้วย ซึ่งถ้าคุณชอบหนังสไตล์อย่างที่ว่ามา ก็ขอบอกเลยว่าคุณควรไปดูเรื่องนี้ แต่ถ้าใครชอบแนวระทึกขวัญ แบบขายฉากสะดุ้งตุ้งแช่ หรือฉากลุ้นระทึกไล่ล่ารัว ๆ ก็ไม่ขอแนะนำครับ

คะแนนส่วนตัว 3.5/5

ตัวอย่าง 


รีวิวโดย A.L. Lucky


ขอบคุณภาพจาก Monkeypaw Productions รูปหน้าปกที่ 1

ขอบคุณภาพจาก Universal Pictures รูปหน้าปกที่ 2

ขอบคุณภาพจาก รูปหน้าปกที่ 3

วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Prey (2022)

 


            Prey (2022) เป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นสยองขวัญแนวไซไฟแนวสยองขวัญอเมริกันในที่กำกับโดย Dan Trachtenberg เขียนโดย Patrick Aison จากแฟรนไชส์ ​​Predator โดย Jim Thomas และ John Thomas เป็นภาคที่ห้าในแฟรนไชส์และเป็นพรีเควลของภาพยนตร์สี่เรื่องแรก นำแสดงโดย Amber Midthunder, Dakota Beavers, Michelle Thrush, Stormee Kipp, Julian Black Antelope และ Dane DiLiegro การพัฒนาภาพยนตร์เริ่มขึ้นในระหว่างการผลิต The Predator (2018) เมื่อโปรดิวเซอร์ John Davis ได้รับการติดต่อจาก Trachtenberg และ Aison ด้วยแนวคิดที่พวกเขาพัฒนามาตั้งแต่ปี 2016 ชื่อของภาพยนตร์ถูกเปิดเผยว่าเป็นภาคที่ 5 ในแฟรนไชส์ Prey ฉายรอบปฐมทัศน์ที่ San Diego Comic-Con เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2022 และได้รับการเปิดตัวโดย 20th Century Studios ในฐานะภาพยนตร์ต้นฉบับ Hulu ในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2022

              อสูรกายเคยมาที่นี่เมื่อนานมาแล้วและตอนนี้มันได้กลับมาอีกครั้ง เพื่อล่าเหยื่อที่เป็นนักล่าที่แข็งแรงที่สุด เรื่องราวของ นารู นักรบเผ่า Comanche ที่อยากล่าสิ่งที่กำลังตามล่า แต่ในขณะที่กำลังตามหา พูฮี ที่หายตัวไป พร้อมกับ ชารี สุนัขแสนรู้คู่ใจและคนอื่น ๆ ก็ได้เจอกับ พูฮี แต่เขาได้รับบาดเจ็บ พวกเขาจึงคิดว่าเป็นฝีมือของสิงโต แต่เธอกลับคิดตรงข้าม เนื่องจากสงสัยว่าทำไมพูฮีไม่ตาย มีอะไรบางอย่างทำให้สิงโตกลัวจนหนีออกจากถ้ำ รวมทั้งเจอศพงูที่ถูกถลกหนังและถูกควักไส้ออกมา รอยเท้าขนาดใหญ่ที่ยืนด้วยขาหลัง เธอจึงรีบไปเตือน ทาเบ พี่ชาย แต่พวกเขากลับไม่เชื่อได้พากันไปล่าสิงโตจนสำเร็จและได้ฉลองกันด้วยความดีใจ เธอจึงต้องหาทางพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่าคือตัวอะไร โดยการตามหาสิ่งนั้นให้เจอและในที่สุดก็ได้เจอ มันเหมือนอสูรกายตัวใหญ่

             เป็นหนังแนวย้อนยุคที่เน้นสถานที่ในป่า โดยเปิดเรื่องฉายถึงตัวละครหลักที่กำลังฝึกฝนการต่อสู้และล่าสัตว์ก่อนตัดเข้าเรื่อง โดยค่อย ๆ ฉายถึงตัวละครอื่นเพิ่มเติมก่อนฉายถึงยานลึกลับที่เข้ามายังโลกและเงาล่องหนของบางอย่างที่เริ่มฆ่าเหยื่อและทำร้ายผู้คน ซึ่งฉากฆ่าก็มีโหดบ้าง โดยเหยื่อก็จะเน้นไปที่ผู้ล่า รวมทั้งการมองสิ่งต่าง ๆ ผ่านความร้อน โดยช่วงแรกตัวละครยังไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใครและยังไม่เจอสิ่งนั้น ซึ่งจะค่อย ๆ ฉายถึงร่องรอยบางอย่างที่เริ่มบ่งบอกว่าเป็นตัวอะไรและค่อย ๆ เปิดเผยให้เห็นทีละน้อย บางช่วงค่อนข้างมืดไปหน่อย แต่สำหรับคนที่เคยดูหนังที่มีพรีเดเตอร์ย่อมรู้แน่นอนว่าคือตัวอะไร จุดนี้จึงไม่ได้ชวนติดตามไปกับตัวละครในการหาคำตอบเท่าไหร่ จากนั้นจะฉายถึงตัวละครที่ตามหานักล่าตัวจริง ซึ่งช่วงนี้จะเน้นฉายตัวละครหลักคนเดียว ซึ่งในระหว่างการตามหาก็เจออุปสรรคต่าง ๆ ให้ชวนลุ้นบ้างและก็มีสุนัขที่เป็นตัวสร้างสีสันเพิ่มเติม จนช่วงกลางเรื่องตัวละครถึงจะเจอกับพรีเดเตอร์และเริ่มต่อสู้กัน เริ่มมีฉากแอ็คชั่นมากขึ้น ซึ่งช่วงท้ายเรื่องจะมีคนกลุ่มอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งพรีเดเตอร์มีตัวเดียว แต่ฝีมือเหนือกว่านักล่าทั้งหมด ส่วนตัวละครหลักก็เก่งดี 

คะแนนส่วนตัว 6/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก 20th Century Studios รูปหน้าปกที่ 1


วันอังคารที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง FIRESTARTER (2022) หนูน้อยพลังเพลิง

 


             FIRESTARTER (2022) หนูน้อยพลังเพลิง เป็นภาพยนตร์แนวไซไฟอเมริกันเขย่าขวัญที่กำกับโดย Keith Thomas บทภาพยนตร์โดย Scott Teems อิงจากนวนิยายชื่อเดียวกันโดยสตีเฟน คิง และทำหน้าที่เป็นการสร้างภาพยนตร์ดัดแปลงในปี 1984 นำแสดงโดย Zac Efron, Ryan Kiera Armstrong, Sydney Lemmon, Kurtwood Smith, John Beasley, Michael Greyeyes และ Gloria Reuben ผลิตโดย Jason Blum และ Akiva Goldsman ภายใต้แบนเนอร์ Blumhouse Productions และ Weed Road Pictures ควบคู่ไปกับ BoulderLight Pictures และ Angry Adam Pictures ซึ่งเปิดตัวในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2022 โดย Universal Pictures พร้อมกันในโรงภาพยนตร์และผ่านการสตรีมบน Peacock         

             เด็กสาวที่ดูใสซื่อบริสุทธิ์ แต่แอบแฝงไปด้วยพลังพิเศษ ที่เต็มไปด้วยพลังทำลายร้าง เรื่องราวของ ชาร์ลี ที่รู้สึกแปลก ๆ ในตัวตั้งแต่เด็ก เธอมีพลังเพลิงเช่นเดียวกับพ่อที่มีพลังสะกดจิตคน แต่พ่อแม่ของเธอได้ฝึกให้เธอควบคุมอารมณ์ รวมทั้งต้องการให้เธอรู้วิธีใช้พลังไม่ให้ไปทำร้ายใครและพยายามปกปิดความลับนี้ไม่ให้ใครรู้ จึงต้องห้ามใช้มือถือไวไฟและต้องย้ายบ้านบ่อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนติดตามและไม่ให้เธอถูกจับไปขังตลอดชีวิต แต่แล้ว กัปตันเจน ฮอลลิสเตอร์ จากดีเอสไอคนใหม่ได้ทราบข่าวของเธอ จึงได้ขอให้ เรนเบิร์ด ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ กลับมาทำงาน โดยอยากให้เขาจัดการเงียบ ๆ โดยมีเป้าหมายคือ ต้องการเหยื่อรายนี้แบบเป็น ๆ เพื่อหวังผลบางอย่าง โดยพลังของเธอจะเริ่มแข็งแกร่งขึ้นเมื่อเธอเริ่มโตขึ้น ซึ่งเธอเป็นคนแรกที่ไม่เหมือนใคร

             เปิดเรื่องฉายถึงตัวละครที่ฝันร้ายเกี่ยวกับพลังพิเศษก่อนที่จะฉายถึงตัวละครพ่อแม่ลูกและตัดเข้าเรื่อง โดยช่วงก่อนเข้าเรื่องได้ฉายถึงตัวละครที่กำลังถูกประเมินเรื่องพลังจิต ซึ่งก็คือพ่อแม่ของเด็ก และเมื่อตัดเข้าเรื่องก็ฉายถึงตัวละครพ่อที่กำลังให้การบำบัดอาการติดบุหรี่จากหญิงรายหนึ่ง ก่อนที่จะฉายถึงเด็กที่ถูกเพื่อนล้อเลียน ทำให้เริ่มโมโหจนเกือบแสดงพลังออกมา แต่สามารถควบคุมไว้ได้ ซึ่งช่วงแรกจะฉายถึงตัวละครหลักที่ชอบถูกเพื่อนแกล้งล้อเลียน ทำให้โมโหจนต้องพยายามควบคุมอารมณ์และแอบระบายพลังออกมาอยู่คนเดียว ซึ่งบางครั้งก็ควบคุมไม่อยู่จนแสดงพลังออกมาบ้าง ซึ่งเป็นพลังในช่วงเริ่มต้น จากนั้นก็ค่อย ๆ ฉายถึงตัวละครจากองค์กรที่แอบตามสืบคนที่มีพลังพิเศษ เพื่อจับมาทดลองในสิ่งที่ต้องการ รวมทั้งตัวละครลึกลับที่ได้รับการว่าจ้างให้ตามจับเหยื่อ ซึ่งช่วงนี้จะเริ่มฉายตัวละครที่มีพลังจิตเพิ่มเติมและแสดงพลังด้วยเหมือนดูหนังแนวคนมีพลังพิเศษสู้กัน จนช่วงกลางเรื่องจะฉายถึงตัวละครที่ต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อยและคอยระวังไม่ให้คนติดตาม ซึ่งมีสอดแทรกดราม่า แอคชั่นบ้างและมีเปิดเผยที่มาที่ไปของตัวละครเพิ่มเติม โดยช่วงท้าย ๆ เรื่องตัวละครจะเริ่มเรียนรู้การใช้พลังและตามหาพ่อ ซึ่งมีการใช้ดนตรีประกอบให้เข้ากับหนังเป็นช่วง ๆ เพื่อสร้างความตื่นเต้น

คะแนนส่วนตัว 5.5/10

ตัวอย่าง 


ขอบคุณภาพจาก Universal Pictures รูปหน้าปกที่ 1

ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Universal Pictures รูปหน้าปกที่ 2

วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2565

รีวิวหนัง Mother/Android (2021)

 


            Mother/Android (2021) เป็นภาพยนตร์เขย่าขวัญแนวไซไฟหลังวันสิ้นโลกของอเมริกาที่เขียนบทและกำกับโดย Mattson Tomlin สำหรับผลงานการกำกับเรื่องแรกของเขา นำแสดงโดย Chloë Grace Moretz, Algee Smith และ Raúl Castillo โดยเปิดตัวเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2021 บน Hulu

           เรื่องราวของ จอร์เจีย โอลเซ่น และ แซม ซามูแอล ฮ็อตท์ คู่รักที่เพิ่งขอแต่งงานกัน ได้หลบหนีความวุ่นวายจากเหตุหุ่นยนต์แอนดรอยด์ทำร้ายมนุษย์ที่มหานครนิวยอร์ก ซึ่งเกิดจากความผิดพลาด ตอนนี้พวกมันไม่ใช่พ่อบ้าน แต่กลายเป็นเครื่องจักรสังหาร พวกเขาจึงหนีจากบ้านเกิดในตอนกลางของแมสซาชูเซตส์มาลี้ภัยอยู่ในป่านอกเมืองกันสองคนก่อนที่จะพยายามไปที่บอสตัน " ดินแดนไร้มนุษย์ " ที่มีป้อมปราการที่แข็งแกร่ง ซึ่งพวกเขาเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับเรือลำหนึ่งที่ส่งแม่ออกจากบอสตันไปเกาหลี ที่ซึ่งปลอดภัยกว่าและสามารถหาชีวิตที่สงบสุขได้ เพื่อตั้งต้นโครงการครอบครัว แต่ระหว่างเดินทางพวกเขาต้องผ่านด่านตำรวจสายตรวจ เขตต้องห้ามและผ่านอุปสรรคต่าง ๆ รวมทั้งหุ่นยนต์แอนดรอยด์ พวกเขาจะเอาชีวิตรอดไปถึงจุดหมายได้หรือไม่ในขณะที่ จอร์เจีย โอลเซ่นตั้งครรภ์ได้เก้าเดือนใกล้คลอดเต็มที

            ช่วงเปิดเรื่องจะเป็นการปูเรื่องราวของตัวละครหลักเล็กน้อยก่อนที่หุ่นยนต์จะลงทำร้ายคนและเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น ซึ่งก่อนหน้าได้ฉายถึงตัวละครที่มีท่าทางแปลก ๆ ให้เห็น จากนั้นก็ตัดมาที่ตัวละครหลักที่หลบหนีมาอยู่ในป่าก่อนที่จะเดินทาง ซึ่งช่วงเดินทางจะมีพูดอธิบายเรื่องราวผ่านตัวละครบ้าง โดยจะเน้นไปที่ตัวละครหลักสองคนที่จะต้องเอาชีวิตรอดในระหว่างทางไปเรื่อย จนดำเนินเรื่องมาเกือบครึ่งเรื่องจะเริ่มมีช่วงให้ลุ้นเอาใจช่วยตัวละครบ้างเมื่อตัวละครต้องเจอกับแอนดรอยด์ และค่อย ๆ เปิดเผยเรื่องราวในช่วงกลางเรื่อง รวมทั้งวิธีพลางตัวเอาตัวรอดจากแอดรอยด์ ซึ่งมีช่วงที่น่าเบื่อบ้าง มีหักมุมช่วงท้าย ๆ เรื่อง ซึ่งช่วงท้ายเรื่องจะเน้นดราม่าหน่อย

คะแนนส่วนตัว 5.5/10

ตัวอย่าง 


ขอบคุณภาพจาก Facebook Hulu รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3

 

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2564

รีวิวหนัง Death Valley (2021)

 


              Death Valley (2021) เป็นภาพยนตร์ระทึกขวัญจากแคนาดาที่กำกับและเขียนโดย Matthew Ninaber นำแสดงโดย Jeremy Ninaber, Ethan Mitchell และ Kristen Kaster 

           เรื่องราวของ เจมส์ เบ็คเค็ท ทหารรับจ้างที่รับการว่าจ้างจากสายฉุกเฉินของ ด็อกเตอร์โคลอี้ นักวิทยาศาสตร์ที่รอดตายในค่ายบอสเนีย เพื่อช่วยเหลือวิศวกรชีวภาพที่ถูกคุมขังในบังเกอร์สงครามเย็น โดยเขารับงานนี้อีกหนึ่งงานเป็นงานสุดท้าย เพื่อหาเงินซื้อบ้านที่ดีกว่าในคิงส์ตันกับ เจส แฟนของเขา โดยเขาเดินทางมาตามแผนที่พร้อมกับ จูเนียร์, มาร์แชล, ราเชล, โมเสส และ พรีชเชอร์ ซึ่งข้างในบังเกอร์ถูกล็อกไว้ แต่มีทางเข้าออกอีกทาง โดยระหว่างทางไม่ได้ราบรื่น เมื่อพวกเขาต้องเจอกับกองทหารรักษาการณ์และเมื่อเข้ามาข้างในก็ได้พบรอยเลือดตามพื้น แต่ไม่พบศพและไม่พบทีมเขาที่เข้ามาก่อน แต่ได้พบกับด็อกเตอร์โคลอี้ พร้อมด้วยบางสิ่งข้างใน พวกเขาจึงต้องรีบหนีออกไปจากที่นี่ สิ่งที่พวกเขาพบคือตัวอะไรกันแน่

           เปิดเรื่องฉายถึงตัวละครที่กำลังวิ่งหนีบางอย่างออกจากบังเกอร์ก่อนที่จะล็อกภายใน 30 วินาทีและตัดเข้าเรื่อง ซึ่งดำเนินเรื่องต่อเนื่องกันเลยโดยฉายถึงตัวละครที่เจอกับคนติดเชื้อ จากนั้นก็ตัดเปลี่ยนฉากเป็นช่วงก่อนที่ตัวละครจะไปช่วยตัวละครในช่วงเปิดเรื่อง ซึ่งก่อนไปจะมีอธิบายเรื่องราวคร่าว ๆ จากนั้นก็เริ่มลงมือช่วยเหลือ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกจะเข้ามาก่อน ส่วนอีกกลุ่มมีการปะทะกันกับทหารก่อน ซึ่งช่วงนี้ค่อนข้างน่าเบื่อ ฉายนานไปหน่อย แต่เมื่อเข้ามาแล้วบรรยากาศ สถานที่ บางสิ่งข้างใน ดูน่าสนใจ ซึ่งสัตว์ประหลาดจะเหมือนเป็นคนที่ติดเชื้อจากการทดลองจึงคล้าย ๆ กับซอมบี้แบบกลายพันธ์ุ โดยค่อย ๆ เปิดเผยเรื่องราวในช่วงกลางเรื่อง มีหักมุมบ้าง ซึ่งชวนลุ้นเอาใจช่วยตัวละครดี โดยตัวละครไม่ได้หนีบางสิ่งข้างในอย่างเดียว แต่ต้องปะทะกับทหารอีกพวกด้วย บางฉากพอเดาเรื่องได้บ้างและจบทิ้งท้ายเหมือนมีต่อ

คะแนนส่วนตัว 5.5/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก IMDb เครดิต Black Fawn Films รูปหน้าปกที่ 1 / รูปหน้าปกที่ 2 / รูปหน้าปกที่ 3


วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2564

รีวิวหนัง The Invisible Man (2020) มนุษย์ล่องหน

 

              

              The Invisible Man (2020) มนุษย์ล่องหน เป็นภาพยนตร์สยองขวัญแนววิทยาศาสตร์อเมริกันที่เขียนและกำกับโดย Leigh Whannell อิงจากนวนิยายชื่อเดียวกันโดย H. G. Wells เข้าฉายในสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2020 โดย Universal Pictures นำแสดงโดย Elisabeth Moss, Aldis Hodge, Storm Reid, Harriet Dyer, Michael Dorman และ Oliver Jackson-Cohen

            เมื่อสิ่งที่ถูกตาม เป็นสิ่งที่มองไม่เห็นด้วยวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่สิ่งเหนือธรรมชาติ มันคืออะไร ?

           เรื่องราวของเซซิเลีย แคสส์ ที่มีความสัมพันธ์กับเอเดรียน กริฟฟิน นักวิทยาศาสตร์ที่ทั้งร่ำรวยและฉลาดล้ำเลิศ แต่ความสัมพันธ์นี้มีทั้งความรุนแรงและเธอเป็นฝ่ายที่ถูกควบคุม เธอจึงหนีออกมาและหลบซ่อนตัว โดยได้รับความช่วยเหลือจากน้องสาว เอมิลี่ แคสส์ เพื่อนสมัยเด็ก เจมส์ และลูกสาวของเขา ซิดนีย์ หลังจากนั้นเอเดรียน กริฟฟิน ก็ตัดสินใจฆ่าตัวตาย และทิ้งทรัพย์สมบัติจำนวนมากให้เธอ เธอสงสัยว่าการตายของเขาเป็นเรื่องหลอกลวงและเกิดการขู่เอาชีวิตบุคคลที่เธอรัก เธอจึงเริ่มสงสัยและพยายามพิสูจน์ให้ได้ว่าเธอถูกไล่ล่าจากใครกันแน่ที่เธอมองไม่เห็น

            เปิดเรื่องได้น่าสนใจดี ลุ้นตั้งแต่ต้นเรื่อง มีตุ้งแช่บ้าง โดยหนังพยายามสร้างบรรยากาศให้ชวนลุ้น หวาดระแวงไปกับตัวละครตลอดเวลา ซึ่งช่วงแรกยังไม่ได้เปิดเผยอะไรมากนักและค่อย ๆ เปิดเผยเรื่องราวทีละน้อย แต่เปิดเผยได้ไม่ค่อยชัดเจนทั้งหมดและพอเดาเรื่องได้บ้าง เอฟเฟคต่าง ๆ ทำได้ดี มีหักมุมบ้างช่วงท้าย ๆ เรื่อง แต่บางจุดไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่และการแสดงยังไม่ค่อยเข้าถึงอารมณ์ รวมทั้งบางฉากที่เน้นฉายนานไปหน่อย

คะแนนส่วนตัว 6/10

ตัวอย่าง 



ขอบคุณภาพจาก Facebook Goalpost Pictures รูปหน้าปกที่ 1

ขอบคุณภาพจาก Facebook Universal Pictures รูปหน้าปกที่ 2

 


ป้ายกำกับ