วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564

รีวิวหนัง 32 Malasana Street (2020) 32 มาลาซานญ่า ย่านผีอยู่ เมื่อย่านที่พวกเขาอยู่มีบางสิ่งอยู่ด้วย ว่าที่หนังผีสเปนที่หลอนเฮี้ยนไม่แพ้คอนเจอริ่ง

 

 

            32 Malasana Street (2020) 32 มาลาซานญ่า ย่านผีอยู่ เมื่อย่าน โดยเฉพาะ ถนนอัลโตนิโอ กริโล ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นย่านแหล่งการค้าขนาดใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมากอย่าง ย่านมาลาซานญ่า กรุงมาดริด (เมืองหลวงของสเปน) ใครที่ได้ย้ายเข้ามาต่างก็ตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ในเมืองที่สวยงามน่าอยู่ แต่ทว่าย่านใหม่นี้ที่พวกเขาย้ายเข้ามากลับมีบางสิ่งอยู่ด้วย เนื่องจากว่าย่านนี้เคยเกิดคดีอาชญากรรม คดีฆาตกรรมและคดีฆาตกรต่อเนื่องสุดโหดหลายร้อยคดี แถมยังมีสุสานทารกสำหรับฝังศพทารกที่ทำแท้งและจากคลินิกทำแท้งในช่วงสงคราม อีกทั้งยังเป็นถนนที่เต็มไปด้วยการคอรัปชัน การกดขี่ข่มเหงจากชนชั้นปกครอง ด้วยสาเหตุเหล่านี้จึงทำให้ถนนเส้นนี้มีอัตราผู้เสียชีวิตมากที่สุด จนทำให้กลายเป็นย่านต้องคำสาปที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์วิญญาณเฮี้ยนที่แฝงไปด้วยแรงอาฆาตแค้นมาสิงสถิตมากมายนับร้อยปี มีเรื่องดี แต่ก็มีเรื่องที่เลวร้ายเช่นกัน

          ซึ่งเรื่องนี้เป็นภาพยนตร์สยองขวัญจากประเทศสเปน ซึ่งเป็นประเทศอันดับ 1 ที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างหนังผีออกมาได้หลอนมากที่สุด โดยการันตีความสยองด้วยฝีมือผู้กับกำอย่าง Albert Pinto เจ้าของผลงาน Killing God ที่ทำภาพยนตร์ออกมาเรื่องแรกก็สามารถคว้ารางวัล Audience Award จากเวที Sitges Festival มาครอบครองได้สำเร็จ เขียนบทโดย Ramón Campos , Gema R. Neira , David Orea และ Salvador S. Molina โดยได้รับแรงบัลดาลใจมาจากเรื่องจริงของสถานที่โคตรเฮี้ยนที่ชาวสเปนล่ำลือกันว่าผีดุที่สุดอีกด้วย เมื่อรู้ว่าสร้างมาจากเรื่องจริงแล้วก็ยิ่งทวีความน่ากลัวยิ่งขึ้น ว่าแล้วมาเข้าสู่เรื่องกันเลยดีกว่า

 รูปที่ 1 บ้านเลขที่ 32 ย่านมาลาซานญ่า

             โดยเน้นที่ไปที่เรื่องราวของ ครอบครัวอัลเมโด ที่มีพ่อ(สามีใหม่) แม่และลูกสามคน ซึ่งลูกชายกับลูกสาววัยรุ่นเป็นลูกติดสามีเก่า ส่วนลูกชายคนเล็กเป็นลูกสามีใหม่ ตามสไตล์หนังสยองขวัญทั่วไปที่ชอบมีลูกชายหญิง พร้อมกับลูกคนเล็กเพื่อเพิ่มสีสันของครอบครัว โดยเฉพาะตัวละครวัยรุ่นหญิงที่เป็นตัวละครหลักที่มักจะชอบเจอเรื่องสยองขวัญตลอดทั้งเรื่อง ซึ่งครอบครัวนี้ได้ตัดสินใจขายบ้านหลังเก่าย่านชนบทแล้วย้ายเข้ามายังหลังบ้านใหม่ เลขที่ 32 ในตึก ย่านมาลาซาญา กรุงมาดริด เพื่อหางานทำและใช้ชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมในย่านที่ขึ้นชื่อว่าแหล่งการค้าขนาดใหญ่ที่รุ่งเรืองอย่างมาก ซึ่งบ้านที่พวกเขาย้ายเข้ามานี้ก็ดันมีราคาถูกมาก ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของพวกเขาพอดี โดยพวกเขาทุ่มเงินที่ได้มาจากการขายบ้านหลังเก่าไปจนหมดกับการจ่ายค่าเช่าบ้านหลังใหม่และการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งจุดนี้อาจจะมาแนวเดิม ๆ ที่ไม่ค่อยแปลกใหม่เท่าไหร่ ในเรื่องของบ้านราคาถูกที่แน่นอนว่าต้องมีความหลังที่ไม่ดีมาก่อน อีกทั้งการทุ่มเงินจนหมดจึงต้องทนอยู่ต่อไปไม่อาจย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ ตัวละครวัยรุ่นที่มักเจอเรื่องเหนือธรรมชาติ และเมื่อบอกคนอื่นก็ไม่มีใครเชื่อในช่วงแรกจนต้องเจอด้วยตัวเอง บ้านที่มีผีสิงไม่ยอมไปผุดไปเกิด แสดงว่าคงมีบางอย่างที่ทำให้ต้องอยู่ต่อไม่สามารถตายอย่างสงบได้นั่นเอง

 รูปที่ 2 ครอบครัวอัลเมโด

            โดยช่วงเปิดเรื่องจะฉายถึงปี 1972 พร้อมกับตึกใน ย่านมาลาซานญ่า ซึ่งตึกดูลึกลับน่ากลัวดี จากนั้นก็ฉายถึงฉากที่เด็กผู้ชายสองคนกำลังเล่นลูกแก้วกัน แล้วลูกแก้วเกิดพลัดตกจากบันไดชั้นบนลงมายังข้างล่าง และมาตกอยู่ที่หน้าประตูบ้านของหญิงชราคนหนึ่งจนเมื่อลูกแก้วเข้าไปอยู่ข้างในห้องของหญิงชรา ซึ่งบรรยากาศในช่วงเปิดเรื่องสามารถสร้างได้หลอนน่ากลัวดี ชวนลุ้นไปกับตัวละครในระหว่างที่กำลังจะหยิบลูกแก้ว พร้อมกับการเดาเรื่องว่าจะเจอรูปแบบไหน ซึ่งก็มีเดาผิดไปบ้าง และบางจุดที่ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลบ้างในช่วงเปิดเรื่อง 

           จากนั้นก็ตัดเข้าเรื่องฉายถึงปี 1976 ผ่านมาเป็นเวลา 4 ปี ที่เมื่อเข้าเรื่องแล้วก็ฉายถึง ครอบครัวอัลเมโด เลย ที่ได้เดินทางมาจากย่านชนบทเก่าแล้วย้ายเข้ามาอยู่ยังบ้านหลังใหม่ และดันเป็นบ้านหลังเลขที่ 32 บ้านหลังเดียวกับที่เจ้าของห้องคนก่อนเสียชีวิตไปไม่นาน โดนได้ทิ้งข้าวของต่าง ๆ ไว้ แบบนี้จะไม่ให้น่ากลัวได้ยังไงล่ะ เมื่อได้ย้ายมาอยู่ในบ้านที่มีคนเสียชีวิต ซึ่งพอเข้ามาในบ้านก็ชวนผวาซะแล้ว ด้วยรูปภาพเจ้าของบ้านที่ติดไว้บนผนัง อีกทั้งบ้านที่มีหลายห้อง ซึ่งบางมุมเน้นบรรยากาศมืด ๆ ตัวตึกที่ดูทรุดโทรมน่ากลัว ห้องร้างในตึกที่ไม่มีคนอยู่ ชั้นใต้ดินที่ไม่มีคนลงไป ตัวละครบางคนที่ดูลึกลับน่าสงสัย ผีที่ฉายให้เห็นตัวเป็น ๆ ที่มาในรูปแบบหญิงชราผมหงอกปล่อยผมยาวปิดบังใบหน้าเล็กน้อย มีเล็บเท้าเล็บมือที่เรียวยาวแหลมคมอีก และบางครั้งก็ปรากฎตัวในรูปของหญิงสาว แค่นี้ก็น่ากลัวแล้ว แถมผีก็เฮี้ยนหนักด้วย โดยเฉพาะช่วงท้าย ๆ เรื่องที่เล่นงานตัวละครจนแทบไม่รอด ซึ่งชวนลุ้นเอาใจช่วยไปกับตัวละครตลอดทั้งเรื่องจนจบ และชอบทำให้ตกใจในหลาย ๆ ฉากด้วยการเน้นตุ้งแช่ที่ใช้จังหวะเสียงดนตรีดัง ๆ ตลอดแทบทั้งเรื่อง ซึ่งบางช่วงไม่จำเป็นต้องเน้นเสียงดัง แต่ก็ยังใส่เข้ามา และมักจะชอบตัดฉากด้วยเสียงของสิ่งต่าง ๆ ที่ดัง ๆ

          โดยหนังดำเนินเรื่องเร็วดีไม่ต้องปูเรื่องราวให้ยืดยาว ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นการแนะนำห้องต่าง ๆ ในบ้านจากเจ้าหน้าที่ และการแบ่งแยกห้องของแต่ละคน และก็จะเริ่มฉายถึงเรื่องราวแปลก ๆ ในบ้าน ค่อย ๆ ฉายตัวละครแต่ละคนที่เจอ จนทำให้ไม่สามารถทนอยู่ต่อไปได้ ต้องพากันหนีไปอยู่ที่อื่น และสุดท้ายต้องหาคนมาช่วยไล่ผี ช่วงนี้ดูแล้วจะคล้าย ๆ เรื่องคอนเจอริ่งภาคสองเลย และค่อย ๆ เปิดเผยเรื่องราวในช่วงท้าย ๆ เรื่อง ซึ่งเชื่อมโยงกับช่วงเปิดเรื่อง และมีบางจุดอาจพอเดาเรื่องได้บ้าง อย่างที่ตัวละครกำลังส่งข้อความสื่อสารกับผู้หญิงบ้านตรงข้าม เด็กที่กำลังนั่งดูทีวี ลูกสาวที่เจอเงาคนหลังผ้าม่าน แต่การตัดสินใจของตัวละครในช่วงท้ายเรื่องดูไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ อีกทั้งเป็นหนังที่สร้างมาจากเรื่องจริงที่ว่าเป็นย่านที่เคยเกิดคดีอาชญากรรม คดีฆาตกรรมและคดีฆาตกรต่อเนื่องสุดโหดหลายร้อยคดี มีสุสานทารกสำหรับฝังศพทารกที่ทำแท้งและจากคลินิกทำแท้งในช่วงสงคราม ซึ่งยังเต็มไปด้วยการคอรัปชัน การกดขี่ข่มเหงจากชนชั้นปกครอง จึงทำให้มีอัตราผู้เสียชีวิตมากที่สุดกลายเป็นย่านต้องคำสาปที่เต็มไปด้วยอาถรรพ์วิญญาณเฮี้ยนที่แฝงไปด้วยแรงอาฆาตแค้นมาสิงสถิต แต่กลับไม่ได้ฉายถึง ดันไปเน้นที่เรื่องราวของหญิงชราที่เสียชีวิตอย่างเป็นปริศนาเท่านั้น แต่ก็ชวนให้ติดตาม และเช่นเคยหนังได้จบทิ้งท้ายเหมือนมีต่อ

คะแนนส่วนตัว 6/10

ตัวอย่าง


ขอบคุณภาพจาก Facebook 4 Cats Pictures รูปหน้าปกที่ 1 / รูปที่ 1 / รูปที่ 2
ขอบคุณภาพจาก atresmedia รูปหน้าปกที่ 2





ไม่มีความคิดเห็น:

ป้ายกำกับ